อีกรายที่ระวัง! “หลิว มนัสวีร์” โดนหลอกเงิน 7 หลัก เผยนาทีช็อกเคียงข้าง “ข้าวโพด” ถูกโกงวูบ 70 ล้าน ลั่นบทเรียนรู้หน้าไม่รู้ใจ!

วงการบันเทิงไทยกำลังสั่นสะเทือนไปกับคดีความฉาวโฉ่ที่ดาราสาวและเซเลบริตี้หลายคนต้องพบเจอกับการถูกหลอกเงินจากคนใกล้ชิด ล่าสุด “หลิว มนัสวีร์ กฤตตานุกูล” นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ได้ออกมาเปิดใจถึงประสบการณ์สุดช็อกที่ตนเองก็เป็นเหยื่อการถูกหลอกเงินไปแล้วถึง 7 หลัก หลังจากที่เห็นเพื่อนสนิทอย่าง “ข้าวโพด สมิทธินันท์” ต้องเจอกับดราม่าถูกหลอกเงินไปกว่า 70 ล้านบาทจากเพื่อนสนิทอย่าง “นานา ไรบีนา”

Table of Contents

เปิดใจในงานแถลงข่าว TO BE NUMBER ONE IDOL

หลิวออกมาเล่าเรื่องราวสุดเจ็บปวดนี้ในงานแถลงข่าวการประกวด “TO BE NUMBER ONE IDOL” หรือ “เยาวชนต้นแบบเก่งและดี TO BE NUMBER ONE” รุ่นที่ 16 ประจำปี 2569 โดยเธอได้เปิดเผยว่า “ก็หวังว่าจะเป็นปีที่ดี ทำอะไรก็ขอให้ประสบความสำเร็จ อะไรที่มันไม่ดี มันค้างคาก็คงต้องทิ้ง แต่บอกไม่ได้ว่ามันคือะไร ก็ให้ทุกอย่างมันสะสางไปได้ด้วยดี ขอให้มันได้ปีนี้”

เมื่อถูกถามถึงเรื่องการถูกหลอกเงิน หลิวเปิดใจว่า “โดนไปแล้วค่ะ กับธุรกิจที่ทำอยู่เราทำด้วยกันมาหลายปีแล้ว ก็เลยไม่มีความกังวลอะไร เป็นแฟมิลี่ แต่ก็เข้าใจเพราะมันก็มีเคสแฟมิลี่เหมือนกัน อย่างที่หลิวโดนก็รูปแบบนั้นแหละ” แต่เมื่อถูกกดดันให้เล่ารายละเอียด เธอกลับปฏิเสธอย่างสุภาพว่า “ถามว่าเล่าได้ไหม ไม่พูดดีกว่า ปล่อยมันไป สำหรับหลิวก็โดนไปเยอะค่ะ ก็ 7 หลัก”

ปัดตอบคำถามว่าเป็นเคสเดียวกับข้าวโพดหรือไม่

สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อนักข่าวถามว่าเป็นเคสเดียวกับข้าวโพดหรือไม่ หลิวได้ปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า “ไม่ๆๆ ไม่พูดดีกว่า ขอไม่พูดดีกว่า” ซึ่งทำให้หลายคนต้องสงสัยว่าหลิวอาจจะถูกหลอกจากคนอื่นหรือในธุรกิจอื่นที่แตกต่างจากกรณีของข้าวโพด แต่ก็เป็นเรื่องที่เจ็บปวดพอๆ กันในแง่ของจำนวนเงินที่สูญหายไป

การที่หลิวเลือกที่จะไม่เปิดเผยรายละเอียดมากเกินไปอาจเป็นเพราะเรื่องยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีทางกฎหมาย หรืออาจจะเป็นเพราะความอ่อนไหวของเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิดหรือธุรกิจที่เธอดำเนินการอยู่

เห็นเพื่อนทุกข์ตั้งแต่วันแรก ช็อกจนหัวใจลงพื้น

หลิวเล่าถึงช่วงเวลาที่ข้าวโพดเพื่อนรักของเธอต้องพบกับความจริงอันเจ็บปวดว่า “สิ่งที่ข้าวโพดโดน ก็รู้ตั้งแต่วันแรกเลย ก็อยู่ด้วยกัน ณ ตอนนั้น เราก็ทุกข์ เมื่อเพื่อนทุกข์เราก็ทุกข์ แต่ชีวิตมันก็ต้องดำเนินต่อ จะทำยังไงได้ ก็หาเงินกันต่อไป ให้กฎหมายดูแลไป ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย”

เธอยังเล่าถึงความรู้สึกในช่วงเวลานั้นว่า “ตอนนั้นช็อกค่ะ หัวใจลงพื้นเลย ช็อก” เพราะเห็นเพื่อนสนิทที่รักและเชื่อใจคนหนึ่งมากจนใครจะเตือนอะไรก็ไม่ฟัง กลับต้องมาเจอกับความจริงที่โหดร้ายแบบนี้

ความรักที่ทำให้ตาบอด ไม่ฟังใครเตือน

หลิวเปิดเผยถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้าวโพดกับนานาว่า “เขารักของเขามากเขารักจริงๆ ใครพูดอะไรก็คือเขาเชื่อมั่นมาก ใครเตือนใครอะไรเขาก็จะไม่ สำหรับเขาคนนี้คือที่สุด เขาเชื่อใจมาก ที่เราเห็นคือเขารักกันจริงๆ เขาคุยโทรศัพท์กันตลอดเวลา ทั้งวันทั้งคืน โพดอยู่กับพวกหลิว สักพักก็จะมีโทรศัพท์เข้ามาแล้ว”

คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากระหว่างข้าวโพดกับนานา จนทำให้ข้าวโพดเชื่อใจและมอบหมายเรื่องการเงินให้กับนานาจัดการอย่างเต็มที่ โดยไม่ฟังคำเตือนจากใครแม้แต่เพื่อนสนิท ซึ่งในที่สุดก็นำมาสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่นี้

ให้กฎหมายจัดการ ชีวิตต้องเดินหน้าต่อ

หลิวเผยว่าตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายแล้ว “ก็ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ให้ทนายคุยกัน ถามว่าเขาเครียดไหม มันก็ต้องเครียดอยู่แล้ว มันไม่ใช่เงินหลักร้อยหลักพัน ค่าเทอมลูก 2 คนของโพดมันก็สูง”

เธอยังอธิบายถึงสถานการณ์ที่ข้าวโพดต้องเผชิญว่า “มันเหมือนถูกตัดแข้งตัดขา ก็ต้องเริ่มเก็บเงินใหม่ ถ้ายังจะไปหวังตรงนั้น กว่ามันจะกลับมาก็ไม่รู้จะได้เมื่อไหร่” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการสูญเสียเงินจำนวนมากนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและการเลี้ยงดูบุตรของข้าวโพด แต่เธอก็ต้องเริ่มต้นใหม่และหาเงินเพื่อใช้ชีวิตต่อไป

ชมความเข้มแข็งของข้าวโพด ไม่อยากกดดันเพื่อน

แม้จะเห็นเพื่อนต้องเจอกับความทุกข์ยากแบบนี้ แต่หลิวก็พยายามที่จะไม่กดดันหรือถามเรื่องนี้กับข้าวโพดมากเกินไป เพราะเธอเข้าใจว่า “โพดเขาเป็นคนที่ชอบให้ตัวเองมีความสุข สำหรับหลิวโพดเป็นคนที่เข้มแข็งมาก หลิวไม่อยากกดดันเขา ยิ่งถามเยอะ ยิ่งพูดเยอะ ยิ่งทำให้เขาคิดเยอะมากขึ้น ถึงพยายามจะปล่อยวางอะไรพวกนี้มันก็จะต้องเข้ามาอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องปกติ โพดเขารู้อยู่แล้วว่าหลิวให้กำลังใจแบบไหน”

การให้กำลังใจแบบนี้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพที่แท้จริงระหว่างหลิวกับข้าวโพด ที่ไม่ได้มาจากคำพูดมากมาย แต่มาจากการเข้าใจและเคารพในพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน พร้อมทั้งให้การสนับสนุนในรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเพื่อน

ไม่ได้คุยเรื่องค่าเทอมลูก กับอีกฝ่ายที่แชร์สตอรี่โอซา แวง

เมื่อถูกถามถึงเรื่องค่าเทอมลูกของข้าวโพด และการที่อีกฝ่ายคือ “โอซา แวง” พ่อของลูกทั้งสองได้แชร์ไอจีสตอรี่เกี่ยวกับเรื่องนี้ หลิวกลับตอบว่า “เรื่องค่าเทอม ยังไม่ได้คุยกัน แต่มันก็ต้องเป็นแบบนั้นแหละ มันต้องเป็นแบบนั้นไหม คือเรายังไม่ได้คุยเรื่องนี้กัน”

คำตอบนี้ดูจะบอกเป็นนัยว่าหลิวไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์และปัญหาระหว่างข้าวโพดกับโอซา แวง แต่ก็อาจจะมีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่พอใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลค่าใช้จ่ายของลูกๆ ในช่วงเวลาที่ข้าวโพดกำลังประสบปัญหาทางการเงินอยู่

บทเรียนสำคัญ รู้หน้าไม่รู้ใจ ต้องคัดกรองคน

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หลิวได้ให้บทเรียนสำคัญกับทุกคนว่า “หลิวจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว ก็ต้องระวัง อะไรที่เราคิดว่ามั่นใจเกินร้อย คือมันไม่มีอะไรที่สามารถเชื่อใจได้ 100% สำหรับหลิวไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม มันก็ต้องเผื่อใจไว้บ้าง ก็ต้องคัดกรองคนที่เข้ามาในชีวิตเราด้วย”

เธอยังกล่าวเสริมว่า “ก็ถือว่าโชคดีที่รู้เร็วอยู่ ถ้าเกิดไปนานกว่านี้ก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหน ก็ต้องขอบคุณจริงๆ อย่างโพดก็จะขอบคุณพระเจ้า หลิวก็ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหลิว ถ้าไปนานกว่านี้ก็จะลึกไปกว่านี้อีก”

รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ แม้แต่ครอบครัวยังมีปัญหา

หลิวได้ให้มุมมองที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ว่า “ไม่ว่าจะใครก็ตามรู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ อันนี้ไม่ได้พูดถึงใครนะ ขนาดบางครอบครัวยังมีปัญหา ยิ่งเป็นคนอื่นก็ยิ่งยากที่จะเชื่อใจใครสักคนได้ สามีภรรยาก็ยังมีปัญหากันเลย เราก็ต้องเชื่อในตัวเราให้มากที่สุด”

คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความผิดหวังและบาดแผลทางใจที่หลิวได้รับจากการถูกหลอก แต่ก็เป็นบทเรียนที่มีค่าที่จะทำให้เธอระมัดระวังมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องการไว้วางใจคนอื่นและการจัดการเรื่องการเงิน

อยากได้เงินคืน อยากให้มีความรับผิดชอบ

เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น หลิวตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “กรรมใครกรรมมัน อยากให้ได้เงินคืนกันทั้งหมด อยากให้ทางนั้นเขามีความรับผิดชอบในสิ่งที่เขาได้กระทำไป ให้เขาได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำลงไปมันผิดแค่ไหน”

เธอยังกล่าวเสริมว่า “ตั้งใจคืน หรืออาจจะเคยทำผิดพลาดไปขอให้เขาตั้งใจชดใช้ น้อยบ้างมากบ้าง ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะคืน ที่จะชดใช้คืน คนอื่นเขาก็อาจจะเห็นในความตั้งใจจะคืนของคนๆ นั้น” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหลิวไม่ได้ต้องการแค่เงินคืน แต่ยังต้องการให้คนที่ทำผิดมีความรับผิดชอบและสำนึกในสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป

ปัดตอบคำถามการแจ้งความ

สุดท้ายเมื่อนักข่าวถามว่าได้แจ้งความหรือยัง และเป็นเคสเดียวกับที่เพื่อนๆ โดนหรือไม่ หลิวกลับปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า “ขอไม่ตอบตรงนี้ดีกว่า (ใช่เคสเดียวกับที่เพื่อนๆ โดน?) ขอไม่ตอบ” ซึ่งทำให้หลายคนยิ่งสงสัยว่าเรื่องนี้อาจจะซับซ้อนหรือมีรายละเอียดมากกว่าที่คิด

การที่หลิวเลือกที่จะไม่เปิดเผยรายละเอียดมากเกินไปอาจเป็นเพราะเรื่องยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี หรืออาจจะเป็นเพราะความละเอียดอ่อนของเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิดหรือธุรกิจที่เธอดำเนินการอยู่

สะท้อนปัญหาในวงการบันเทิง

เรื่องราวของหลิวและข้าวโพดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในวงการบันเทิง ที่ดาราหรือคนดังหลายคนต้องเผชิญกับการถูกหลอกลวงจากคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรัก หรือแม้แต่คนในครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินและการลงทุน

การที่คนดังมักจะมีรายได้สูงและมีเงินออมจำนวนมาก ทำให้พวกเขากลายเป็นเป้าหมายของคนที่มีเจตนาไม่ดี โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ชิดและรู้ถึงฐานะการเงินของพวกเขาดี สิ่งที่น่าเศร้าคือการถูกหลอกเหล่านี้มักจะมาจากคนที่พวกเขาเชื่อใจและรักมากที่สุด ทำให้เกิดความเจ็บปวดทั้งทางด้านจิตใจและการเงิน

บทเรียนสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่คนดัง

เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคนดังหรือคนในวงการบันเทิงเท่านั้น แต่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคนในสังคม ที่ควรระมัดระวังในการไว้วางใจคนอื่น โดยเฉพาะในเรื่องการเงิน แม้จะเป็นคนใกล้ชิดหรือคนที่เรารักก็ตาม

การคัดกรองคนที่เข้ามาในชีวิต การไม่เชื่อใจใครสักคน 100% และการเผื่อใจไว้บ้าง เป็นสิ่งที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะเราไม่ไว้วางใจใคร แต่เป็นการปกป้องตัวเองและครอบครัวจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ การมีความรู้เกี่ยวกับการบริหารเงินและการลงทุน การตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน และการไม่มอบหมายเรื่องการเงินให้คนอื่นจัดการทั้งหมดโดยไม่มีการควบคุมหรือตรวจสอบ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เราต้องเป็นเหยื่อของการหลอกลวงเหล่านี้

สิ่งที่ควรทำหากถูกหลอก

สำหรับผู้ที่ประสบเหตุการณ์ถูกหลอกเงิน สิ่งแรกที่ควรทำคือการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีการบันทึกประจำวันและเริ่มกระบวนการทางกฎหมาย การรวบรวมหลักฐานต่างๆ เช่น สัญญา ใบเสร็จ ประวัติการโอนเงิน หรือการสื่อสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยในการดำเนินคดี

นอกจากนี้ การปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในคดีประเภทนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเอง รวมทั้งการดำเนินคดีอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้เงินคืน

ความหวังในการได้เงินคืน

แม้ว่าการได้เงินคืนจากการถูกหลอกจะเป็นเรื่องยากและใช้เวลานาน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากมีการดำเนินคดีอย่างถูกต้องและมีหลักฐานที่เพียงพอ ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่จำเลยไม่มีเงินหรือทรัพย์สินเพียงพอที่จะชดใช้ หรือหนีออกนอกประเทศ การได้เงินคืนอาจเป็นเรื่องยากหรือใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ ดังนั้นการเตรียมใจและการมีแผนสำรองสำหรับการใช้ชีวิตในระหว่างที่รอการได้เงินคืนก็เป็นสิ่งสำคัญ

ผลกระทบทางจิตใจที่ควรให้ความสำคัญ

นอกจากผลกระทบทางการเงินแล้ว การถูกหลอกยังส่งผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำผิดเป็นคนใกล้ชิดที่เราเคยไว้วางใจและรักมาก ความรู้สึกของการถูกทรยศ ความผิดหวัง ความโกรธ และความเศร้าโศก อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์กับคนอื่นในอนาคต

การขอความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาหรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับบางคน เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถฟื้นตัวและก้าวต่อไปได้ การพูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัวที่ไว้วางใจได้ ก็อาจช่วยบรรเทาความเครียดและความเหงาได้ในระดับหนึ่ง

ข้อคิดจากเรื่องราวนี้

เรื่องราวของหลิวและข้าวโพดเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนระมัดระวังในการไว้วางใจคนอื่น โดยเฉพาะในเรื่องการเงิน แม้จะเป็นคนใกล้ชิดหรือคนที่เรารักก็ตาม การมีความรู้เกี่ยวกับการบริหารเงินและการลงทุน การตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด และการไม่มอบหมายเรื่องสำคัญให้คนอื่นจัดการทั้งหมดโดยไม่มีการควบคุมหรือตรวจสอบ ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยปกป้องเราจากการถูกหลอกลวง

ในขณะเดียวกัน เราก็ควรให้กำลังใจและแสดงความเห็นอกเห็นใจกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง แทนที่จะตำหนิหรือตัดสินพวกเขา เพราะใครก็สามารถตกเป็นเหยื่อได้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำผิดเป็นคนที่เราไว้วางใจและรักมาก

เรื่องราวนี้ยังเป็นการเตือนใจให้เราทุกคนระลึกถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และการเคารพในสิทธิ์และทรัพย์สินของผู้อื่น การทำผิดอาจให้ผลตอบแทนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะทำลายความสัมพันธ์ ชื่อเสียง และอนาคตของเราเอง และที่สำคัญคือจะสร้างความทุกข์ความเสียหายให้กับผู้อื่นอย่างมหาศาล