หนุ่มหัวร้อนทะเลาะแฟนสาวกลางถนนปิ่นเกล้า แท็กซี่พาหนีให้ ยังไม่หยุดโหด กระโดดขึ้นหลังคารถทุบกระจกพังยับ ตำรวจรวบตัวดำเนินคดี

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 13.00 น. ในพื้นที่แถวปิ่นเกล้า เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร โดยคลิปวิดีโอที่แพร่ระบาดในโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นภาพชายหนุ่มกระโดดขึ้นไปบนหลังคารถแท็กซี่ที่กำลังขับออกไปอย่างช้าๆ ก่อนใช้เท้ากระทืบกระจกหน้ารถอย่างรุนแรงหลายครั้ง จนกระจกแตกละเอียด ภาพดังกล่าวทำให้ผู้พบเห็นตกใจและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์

เริ่มต้นจากการทะเลาะวิวาทคู่รัก

จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเหตุการณ์เริ่มต้นจากคู่รักชายหญิงที่เกิดการทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรงกลางถนน โดยมีพยานหลายคนพบเห็นว่าฝ่ายชายมีพฤติกรรมรุนแรงต่อฝ่ายหญิง ทำให้ฝ่ายหญิงต้องหาทางหลบหนีจากสถานการณ์ที่อันตราย เมื่อเห็นรถแท็กซี่คันหนึ่งจอดรอลูกค้าอยู่ไม่ไกล ฝ่ายหญิงจึงวิ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือจากพนักงานขับรถแท็กซี่

นายโรจน์ พนักงานขับรถแท็กซี่ที่อยู่ในเหตุการณ์ เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและรับรู้ถึงความตกใจกลัวของผู้หญิงคนดังกล่าว จึงตัดสินใจเปิดประตูรถให้ฝ่ายหญิงขึ้นรถ และพยายามขับรถออกจากที่เกิดเหตุเพื่อพาฝ่ายหญิงไปยังที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงยังไม่จบเพียงเท่านั้น

ช่วงเวลาสุดระทึก หนุ่มโหดกระโดดขึ้นรถทุบกระจก

ขณะที่รถแท็กซี่กำลังค่อยๆ แล่นออกจากที่เกิดเหตุด้วยความเร็วไม่มากนัก ผู้ชายที่อยู่ในอารมณ์โกรธจัดยังคงไม่ยอมปล่อยให้ฝ่ายหญิงหนีไปได้ง่ายๆ เขาวิ่งตามรถแท็กซี่ไปและกระโดดขึ้นไปบนหลังคารถอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เริ่มใช้เท้ากระทืบกระจกหน้ารถอย่างรุนแรง

พยานที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงบอกว่าเสียงกระจกแตกดังมาก และสถานการณ์ดูอันตรายมาก เพราะรถยังคงแล่นไปข้างหน้า ขณะที่ผู้ชายยืนอยู่บนหลังคารถและกระทืบกระจกอย่างต่อเนื่อง กระจกหน้ารถแตกเป็นรอยแตกร้าวกระจายไปทั่ว จนในที่สุดก็แตกละเอียด นอกจากนี้ ฝากระโปรงรถยังถูกกระทำจนยุบเป็นหลุมไปด้วย

เจ้าหน้าที่และพลเมืองดีเข้าควบคุมตัว

โชคดีที่ในขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังเดินทางไปทำงานผ่านมาพอดี เมื่อเห็นเหตุการณ์และได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจากประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง จึงรีบเข้าไปช่วยควบคุมสถานการณ์ โดยมีพลเมืองดีหลายคนช่วยกันจับตัวผู้ชายคนดังกล่าวไว้ได้ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มขึ้นอีก

ผู้ชายวัย 25 ปี ถูกควบคุมตัวและนำส่งไปยังสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายหญิงและพนักงานขับรถแท็กซี่ได้เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจแห่งเดียวกัน

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังอู่แท็กซี่แห่งหนึ่งภายในซอยบางศรีเมือง 53 อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นอู่แท็กซี่ที่นายโรจน์ พนักงานขับรถแท็กซี่ที่ประสบเหตุได้เช่ารถคันดังกล่าวมาขับส่งผู้โดยสารเป็นประจำทุกวัน เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เจ้าของอู่แท็กซี่เปิดใจถึงเหตุการณ์

นางสาวบุญนิสา กลำเงิน อายุ 46 ปี เจ้าของอู่แท็กซี่นครเซอร์วิส ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวด้วยความห่วงใยและประทับใจในการกระทำของพนักงานขับรถแท็กซี่ของตน นางสาวบุญนิสากล่าวว่า นายโรจน์เป็นพนักงานขับรถแท็กซี่ที่เช่ารถของเธอมาใช้งานเป็นประจำ เป็นคนที่มีอัธยาศัยดี ทำงานอย่างมีความรับผิดชอบ

เธอเล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 13.00 น. นายโรจน์ขับรถแท็กซี่ไปจอดรอลูกค้าอยู่ในบริเวณแถวปิ่นเกล้า ตามปกติของพนักงานขับรถแท็กซี่ทั่วไป ขณะที่กำลังจอดรถรอลูกค้าอยู่นั้น ก็มีคู่ชายหญิงเดินมาทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรงในบริเวณใกล้เคียง

“ตอนแรกก็ไม่ทราบว่าเป็นผัวเมียกันหรือแฟนกัน แต่เห็นว่าทะเลาะกันค่อนข้างรุนแรง ผู้ชายมีพฤติกรรมทำร้ายร่างกายผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงคนนั้นกลัวและวิ่งมาขอความช่วยเหลือจากนายโรจน์ที่กำลังนั่งอยู่ในรถแท็กซี่” นางสาวบุญนิสากล่าว

นายโรจน์เห็นว่าสถานการณ์อันตราย และผู้หญิงคนนั้นต้องการความช่วยเหลืออย่างจริงจัง จึงตัดสินใจเปิดประตูรถให้ผู้หญิงขึ้นรถ และพยายามขับรถออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว เพื่อพาผู้หญิงหนีออกไปจากสถานการณ์ที่อันตราย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

รถแท็กซี่เสียหายหนัก ผู้ก่อเหตุยอมรับผิดชอบ

“ระหว่างที่รถกำลังขับออกมาอย่างช้าๆ ผู้ชายคนนั้นก็วิ่งตามมาและกระโดดขึ้นไปบนหลังคารถ แล้วก็เริ่มใช้เท้ากระทืบกระจกหน้ารถอย่างแรง กระทืบหลายครั้งจนกระจกหน้ารถแตกละเอียดเลย นอกจากนี้ยังทำให้ฝากระโปรงรถยุบอีกด้วย” นางสาวบุญนิสาเล่าถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถแท็กซี่

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถแท็กซี่ในครั้งนี้ค่อนข้างมาก กระจกหน้ารถแตกละเอียดจนต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งบาน ฝากระโปรงรถยุบเป็นหลุมต้องทำสี และซ่อมแซม รวมถึงอาจมีความเสียหายต่อระบบอื่นๆ ของรถที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม หลังจากประเมินความเสียหายแล้ว พบว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถแท็กซี่ที่ได้รับความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 6,500 บาท

“หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น นายโรจน์ได้พาผู้หญิงคนนั้นไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน ส่วนผู้ชายก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเมืองดีช่วยกันจับตัวเอาไว้ได้ทันที เท่าที่ทราบมาว่าทางผู้หญิงได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ชายแล้ว” นางสาวบุญนิสาเล่าถึงการดำเนินคดีหลังเหตุการณ์

สำหรับค่าเสียหายของรถแท็กซี่นั้น นางสาวบุญนิสาบอกว่าได้เรียกร้องให้ผู้ก่อเหตุรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด โดยผู้ก่อเหตุได้ยอมรับผิดและตกลงจะชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 6,500 บาท ให้กับทางอู่แท็กซี่

ติดต่อพนักงานขับรถแท็กซี่ไม่ได้

ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อนายโรจน์ พนักงานขับรถแท็กซี่ที่อยู่ในเหตุการณ์เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม แต่กลับติดต่อไม่ได้ นางสาวบุญนิสาคาดว่าน่าจะเป็นเพราะแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือของนายโรจน์หมด หรืออาจจะมีเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้ไม่สามารถรับสายได้ในขณะนั้น

แม้จะติดต่อตัวนายโรจน์ไม่ได้ แต่นางสาวบุญนิสายังคงให้ความเห็นเกี่ยวกับการกระทำของพนักงานคนนี้ด้วยความภาคภูมิใจ “นายโรจน์เป็นคนที่มีอัธยาศัยดีมาก ทำงานมาด้วยกันมานานก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร ฉันรู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่พนักงานของฉันมีจิตใจที่ดีแบบนี้ เห็นคนอื่นตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายแล้วเข้าไปช่วยเหลือโดยไม่ลังเล แม้จะรู้ว่าอาจจะมีความเสี่ยงต่อตัวเองก็ตาม”

การกระทำที่สมควรได้รับการยกย่อง

นางสาวบุญนิสากล่าวอีกว่า การกระทำของนายโรจน์ในครั้งนี้ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของคนในสังคม “เป็นการช่วยเหลือสังคม เป็นการทำความดีที่ทุกคนควรจะทำเมื่อเห็นคนอื่นประสบเหตุ ถ้าทุกคนช่วยเหลือกันแบบนี้ สังคมเราก็จะดีขึ้น คนร้ายก็จะกล้าทำผิดน้อยลง เพราะรู้ว่ามีคนคอยช่วยเหลือกัน”

เธอยังกล่าวอีกว่าแม้รถจะเสียหาย แต่เธอไม่ได้โกรธหรือตำหนินายโรจน์แต่อย่างใด เพราะเข้าใจว่าเป็นการกระทำเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกอยู่ในอันตราย “เรื่องรถเสียหายนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ สำคัญกว่านั้นคือผู้หญิงคนนั้นได้รับความช่วยเหลือและปลอดภัย นายโรจน์ก็ปลอดภัย ส่วนเรื่องรถก็มีทางผู้ก่อเหตุรับผิดชอบแล้ว”

ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากข้อมูลที่ได้รับ ผู้ชายวัย 25 ปี ที่เป็นผู้ก่อเหตุได้ถูกนำตัวส่งไปยังสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีข้อกล่าวหาหลายข้อ ได้แก่ ทำร้ายร่างกาย ทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น และอาจมีข้อกล่าวหาอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นอยู่กับการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ทางฝ่ายหญิงที่เป็นผู้เสียหายได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ชายดังกล่าวแล้ว ในข้อหาทำร้ายร่างกาย ขณะที่นายโรจน์และเจ้าของอู่แท็กซี่ก็ได้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากผู้ก่อเหตุแล้วเช่นกัน โดยผู้ก่อเหตุได้ยอมรับความผิดและตกลงชดใช้ค่าเสียหายตามที่ได้ประเมินไว้

ความคิดเห็นจากสังคม

เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย หลังมีผู้โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์ลงในเพจ “อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทิร์น part 7” พร้อมระบุข้อความว่า “สมาชิกส่งมาให้ตรวจสอบ..เกิดอะไรขึ้น ที่ไหนเมื่อไหร่ -เคสนี้ ตามไปช่วยควบคุมตัว นำ ว25 ดำเนินคดีที่ สน.ครับ ทะเลาะกับแฟน พี่คนขับแท็กซี่มาช่วยผู้หญิง -จนท. อยู่ระหว่างเดินทางมาเข้าเวร แล้วมีประชาชนเรียกให้ช่วย ไม่น่าจะใช่เจ้าหน้าที่แค่แต่งกายคล้าย ขอบคุณคลิป พรพิภพ”

คลิปดังกล่าวได้รับความสนใจและมีผู้แสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างชื่นชมและให้กำลังใจพนักงานขับรถแท็กซี่ที่กล้าเข้าไปช่วยเหลือผู้หญิงที่ตกอยู่ในอันตราย ขณะเดียวกันก็ประณามการกระทำของผู้ชายที่มีพฤติกรรมรุนแรงและไร้เหตุผล

หลายคนเห็นว่าการกระทำของพนักงานขับรถแท็กซี่ในครั้งนี้เป็นแบบอย่างที่ดีของการเป็นพลเมืองที่ดี ที่พร้อมจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเมื่อเห็นผู้อื่นตกอยู่ในอันตราย แม้จะต้องเสี่ยงกับความปลอดภัยของตัวเองและทรัพย์สินก็ตาม ในขณะที่การกระทำของผู้ชายที่กระโดดขึ้นไปทุบรถแท็กซี่นั้นถือเป็นการกระทำที่รุนแรงและไม่สมควรเกิดขึ้นในสังคม

บทเรียนจากเหตุการณ์

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลายประเด็นสำคัญ ประการแรก คือปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก ซึ่งยังคงเป็นปัญหาสังคมที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง การใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่สมควรเกิดขึ้น ทุกคนควรเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์และแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่สันติ

ประการที่สอง คือความกล้าหาญและจิตสาธารณะของพลเมืองดี เช่น นายโรจน์ พนักงานขับรถแท็กซี่ที่กล้าเข้าไปช่วยเหลือผู้หญิงที่ตกอยู่ในอันตราย แม้จะรู้ว่าอาจจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงก็ตาม การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่สังคมต้องการและควรได้รับการยกย่องชื่นชม เพราะหากทุกคนมีจิตใจเช่นนี้ สังคมก็จะปลอดภัยมากขึ้น

ประการที่สาม คือความสำคัญของการมีกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเมืองดีสามารถควบคุมตัวผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็ว และการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม เป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมว่ากฎหมายคุ้มครองคนดีและลงโทษคนผิด

สรุป

เหตุการณ์การทะเลาะวิวาทคู่รักที่นำไปสู่ความรุนแรงต่อพนักงานขับรถแท็กซี่และทรัพย์สินในครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญและจิตสาธารณะของคนดีในสังคม ที่พร้อมจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกอยู่ในอันตราย ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนให้กับสังคมในการตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงและความสำคัญของการควบคุมอารมณ์

ผู้ชายวัย 25 ปี ที่เป็นผู้ก่อเหตุได้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว และได้ยอมรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะที่พนักงานขับรถแท็กซี่ที่เข้าช่วยเหลือได้รับคำชื่นชมจากเจ้าของอู่และผู้คนในสังคม สำหรับผู้หญิงที่เป็นผู้เสียหายก็ได้รับความช่วยเหลือและความปลอดภัยแล้ว

เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีคนดีอยู่มากมาย ที่พร้อมจะช่วยเหลือกันในยามที่คนอื่นประสบเหตุ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนในสังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นพลเมืองที่ดี ที่พร้อมจะร่วมมือกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและมีความสุขสำหรับทุกคน

ทั้งนี้ ผู้ที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวหรือความสัมพันธ์ สามารถขอความช่วยเหลือได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สายด่วนสังคมสงเคราะห์ 1300 หรือสายด่วนตำรวจ 191 เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง การแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรงไม่ใช่ทางออกที่ดี และอาจนำไปสู่ผลกระทบทางกฎหมายที่ร้ายแรงได้