เหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 14.40 น. เมื่อศูนย์วิทยุลำภู อำเภอเมืองหนองบัวลำภู ได้รับแจ้งเหตุจากผู้ใหญ่บ้านบ้านลาด ตำบลป่าไม้งาม ว่ามีบุคคลที่มีอาการมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์และแสดงอาการทางจิตเวช ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่บุคคลอื่นจนได้รับบาดเจ็บที่บ้านห้วยหามต่าง หมู่ที่ 8 ตำบลป่าไม้งาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู
หลังจากได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ พร้อมด้วยชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองหนองบัวลำภู และชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู ได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุทันที โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดล้อมบริเวณและพยายามเจรจากับผู้ก่อเหตุ พร้อมทั้งอพยพชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงออกไปในระยะที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้บริสุทธิ์ได้รับอันตราย
ผู้ก่อเหตุยิงจากบ้านชั้นสองอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังทำการปิดล้อม ผู้ก่อเหตุซึ่งอยู่บนบ้านชั้น 2 ได้ใช้อาวุธหลายชนิด ทั้งหนังสติ๊ก ปืนแก๊ป และปืนลูกกรดยาว ยิงมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง สร้างความตระหนกให้กับทีมปฏิบัติการและชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง บรรยากาศในพื้นที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ชาวบ้านหลายครัวเรือนต่างพากันปิดประตูหน้าต่างและหลบซ่อนอยู่ในบ้านเพื่อความปลอดภัย
ต่อมา พันตำรวจเอก พนมศักดิ์ วีระหงส์ ผู้กำกับการตำรวจภูธรฝ่ายอำนวยการจังหวัดเลย ซึ่งรักษาราชการแทนผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองหนองบัวลำภู และพันตำรวจเอก กริช ปัตลา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู ได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุเพื่ออำนวยการควบคุมสถานการณ์
รองผู้บังคับการตำรวจภูธรถูกยิงบาดเจ็บ
ขณะที่ พันตำรวจเอก กริช ปัตลา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรเมืองหนองบัวลำภู และชุดสืบสวนภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู กำลังพยายามหาจุดที่เหมาะสมในการเข้าจู่โจมเพื่อควบคุมตัวผู้ก่อเหตุนั้น ผู้ก่อเหตุได้ใช้อาวุธปืนยิงออกมา กระสุนปืนได้เฉียดบริเวณขาของ พ.ต.อ.กริช แม้กระสุนจะไม่เข้าแต่ก็เกิดรอยแดงบริเวณขาด้านขวา เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ นายอิทธิพล เทียนคำ อายุ 54 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งสารวัตรกำนันในพื้นที่ ได้เข้าไปดูสถานการณ์เนื่องจากเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน แต่กลับถูกนายมนตรี ผู้ก่อเหตุ ใช้ปืนยิงเข้าบริเวณโคนขาด้านหลังข้างซ้ายจนได้รับบาดเจ็บ ต้องนำส่งโรงพยาบาลหนองบัวลำภูเพื่อรับการรักษา โดยปัจจุบันอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว
ประวัติของผู้ก่อเหตุ
จากการสอบสวนชาวบ้านและญาติของผู้ก่อเหตุ ทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายมนตรี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี อดีตทหารเกณฑ์สังกัดกองทัพเรือในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งหลังจากปลดประจำการจากทหารแล้ว ได้กลับมาช่วยพ่อแม่ทำงานที่บ้านเกิดในจังหวัดหนองบัวลำภู โดยประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป โดยเฉพาะงานรับจ้างขึ้นอ้อย และมีงานอดิเรกคือการล่าสัตว์ ทั้งยิงนก ยิงหนู และยิงปลา
นางบัวเรียน (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 65 ปี ผู้เป็นมารดาของผู้ก่อเหตุ ให้การว่า นายมนตรี เป็นลูกชายคนเล็กในครอบครัว มีพี่สาวที่ไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร หลังจากปลดประจำการจากทหารเกณฑ์มาแล้ว นายมนตรี เป็นคนดี ขยันทำงาน ช่วยเหลือพ่อแม่เป็นอย่างดี แต่ในช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมได้เปลี่ยนแปลงไป เริ่มมีอาการอารมณ์แปรปรวน โวยวายบ่อยครั้ง และชอบดื่มแอลกอฮอล์จนมึนเมาเป็นประจำ
อาการทางจิตเวชที่เริ่มปรากฏ
นางบัวเรียน เล่าว่า ในช่วง 2-3 วันก่อนเกิดเหตุ ลูกชายเริ่มมีอาการร้องโวยวายว่ามีคนจะมาทำร้าย มีคนจะมาฆ่า แสดงอาการหวาดระแวงอย่างชัดเจน ครอบครัวจึงได้พาไปตรวจรักษาอาการป่วยทางจิตที่โรงพยาบาลหนองบัวลำภู แต่หลังจากที่แพทย์ตรวจและสอบถามคนไข้แล้ว พบว่าผู้ป่วยยังสามารถพูดคุยได้รู้เรื่อง อาการยังไม่รุนแรง จึงให้กลับมาบ้านได้
ในเช้าวันที่เกิดเหตุ นายมนตรี บอกแม่ว่าตนเองมีอาการคันที่บริเวณต้นคอเป็นเกลื้อน จึงขอให้แม่พาไปพบแพทย์ที่คลินิกแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดหนองบัวลำภู ระหว่างทาง นางบัวเรียน ได้แอบบอกกับแพทย์ว่าลูกชายมีอาการทางประสาท แต่เมื่อแพทย์พูดคุยกับนายมนตรี พบว่าผู้ป่วยยังพูดคุยรู้เรื่อง และเป็นนายมนตรีเองที่ขับรถพาแม่ไปหาหมอและขับรถกลับมาบ้าน โดยในช่วงนั้นยังไม่มีอาการคลุ้มคลั่งแต่อย่างใด
แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ในช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. นายมนตรี เริ่มมีอาการโวยวายอย่างรุนแรง จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่ทำให้สารวัตรกำนันในพื้นที่ซึ่งเข้ามาดูสถานการณ์ถูกยิงบาดเจ็บ
อาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุ
เกี่ยวกับอาวุธปืนที่นายมนตรี ใช้ในการก่อเหตุนั้น นางบัวเรียน ผู้เป็นมารดาให้การว่า ปืนแก๊ปเป็นอาวุธที่ลูกชายใช้ในการล่าสัตว์ ใช้ยิงนก ยิงหนู และยิงปลาตามปกติ ส่วนปืนลูกกรดยาวนั้นเป็นของมารดาเอง ซึ่งในอดีตครอบครัวมีการนอนนา และเลี้ยงวัวไว้กว่า 20 ตัว จึงได้ไปขออนุญาตซื้อปืนมาไว้เพื่อป้องกันทรัพย์สิน และเก็บไว้ในบ้าน ซึ่งในครั้งนี้ลูกชายได้นำปืนดังกล่าวมาใช้ยิงข่มขู่และก่อเหตุจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการเสพยาเสพติด นางบัวเรียน บอกว่าไม่ทราบแน่ชัด แต่เห็นลูกชายดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ส่วนเรื่องยาบ้านั้นไม่เห็นลูกเสพ แต่ก็ไม่กล้าจะเชื่อว่าลูกจะไม่เสพจริงหรือไม่
พยายามเจรจาแต่ไม่สำเร็จ
หลังจากที่ผู้ก่อเหตุได้ยิงใส่เจ้าหน้าที่และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ได้พยายามใช้วิธีการเจรจาหลายรูปแบบ โดยให้นางบัวเรียน ผู้เป็นมารดา พูดผ่านเครื่องขยายเสียงของรถตำรวจและเครื่องขยายเสียงของหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน นางบัวเรียน ได้พยายามเรียกลูกชายให้ออกมา โดยบอกว่าหิวข้าวแล้วขอให้ออกมา แต่นายมนตรี ก็ไม่ยอมออกมา
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ให้บุคคลที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้ก่อเหตุมาพยายามพูดผ่านเครื่องขยายเสียงเพื่อชักชวนให้มอบตัว แต่ก็ไม่ได้ผลเช่นกัน โดยผู้ก่อเหตุยังคงยิงอาวุธออกมาเป็นระยะๆ บางครั้งใช้หนังสติ๊ก บางครั้งใช้ปืนแก๊ป และบางครั้งใช้ปืนลูกกรดยิงออกมาใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ทำการปิดล้อมอยู่
เตรียมรอจังหวะจับกุม
เจ้าหน้าที่ได้อพยพชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงให้ออกไปหรือหลบเข้าไปอยู่ในบ้านเรือนและปิดประตูหน้าต่างไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากยังไม่สามารถเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ผู้ก่อเหตุออกมาจากภายในบ้านได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ขอไฟส่องสว่างจากรถของกู้ภัยคุณธรรม และรถไฟส่องสว่างของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดหนองบัวลำภู มาส่องไฟให้เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางแผนที่จะรอจังหวะให้ผู้ก่อเหตุเกิดอาการอ่อนล้าแล้วจึงจะเข้าทำการจู่โจมจับกุม เนื่องจากในขณะนั้นผู้ก่อเหตุยังคงร้องโวยวายและด่าเจ้าหน้าที่อยู่ ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงต่างพากันผวา บางคนนั่งจับกลุ่มกันเฝ้าคอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ บางครัวเรือนก็รีบเข้าบ้านปิดประตูอยู่ภายในเพื่อความปลอดภัย
ผู้ก่อเหตุหลบหนีเข้าป่า
จนกระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 12 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ และยังมีเสียงปืนดังขึ้นเป็นช่วงๆ ต่อมาในช่วงเวลาประมาณตี 2 ของวันที่ 13 ตุลาคม นายมนตรี ได้หลบหนีออกจากบ้านไปพร้อมกับสุนัข 3 ตัว โดยมีอาวุธปืนแก๊ปติดตัวไปด้วย ส่วนปืนลูกกรดขนาด .22 นั้นไม่ได้นำติดตัวไป ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดไว้แล้ว
ผู้ก่อเหตุได้หลบหนีเข้าไปในบริเวณที่เป็นป่าอ้อยและทุ่งนาข้าว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีที่หลบซ่อนได้หลายจุด ทำให้การติดตามเป็นไปอย่างยากลำบาก ระหว่างการหลบหนี มีเสียงปืนดังขึ้นประมาณ 3 นัด แสดงว่าผู้ก่อเหตุยังคงมีอาวุธปืนและพร้อมที่จะใช้ความรุนแรง
การระดมกำลังติดตามในวันที่ 13 ตุลาคม
เมื่อเช้าวันที่ 13 ตุลาคม 2568 พันตำรวจเอก กริช ปัตลา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู และพันตำรวจเอก พนมศักดิ์ วีระหงส์ รักษาการผู้กำกับการตำรวจภูธรอำเภอเมืองหนองบัวลำภู ได้มาอำนวยการติดตามตัวผู้ก่อเหตุตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีการระดมกำลังจากชุดสืบสวนของสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง และชุดสืบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู มาปฏิบัติการร่วมกัน
เจ้าหน้าที่ได้ทำการค้นหาอย่างกระชั้นชิดในบริเวณป่าอ้อยและทุ่งนาข้าวที่ผู้ก่อเหตุหลบหนีเข้าไป และหากยังไม่สามารถติดตามตัวผู้ก่อเหตุได้ ทางเจ้าหน้าที่จะประสานไปยังตำรวจภูธรภาค 4 เพื่อนำโดรนมาใช้ในการบินสำรวจหาตัวผู้ก่อเหตุจากมุมสูง ซึ่งจะช่วยให้การค้นหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลงพื้นที่
ต่อมา พลตำรวจตรี ไกรสมุทร ทาโบราณ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู ได้เดินทางมาอำนวยการติดตามล่าตัวผู้ก่อเหตุด้วยตนเอง โดยได้กำชับกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกปฏิบัติหน้าที่ให้ใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง และสั่งการให้สวมเสื้อเกราะทุกคน
พล.ต.ต.ไกรสมุทร ได้เน้นย้ำว่า ผู้ก่อเหตุเป็นบุคคลที่มีความชำนาญในการใช้อาวุธปืน และมีพฤติกรรมที่ไม่สามารถคาดเดาได้เนื่องจากมีอาการทางจิตเวช จึงขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามยุทธวิธีและกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ โดยจะพยายามปฏิบัติหน้าที่ให้สามารถติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้เร็วที่สุด แต่ไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาที่แน่นอนได้
ปิดล้อมบริเวณวัดโยธาสว่าง
ในเวลาบ่ายของวันที่ 13 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำการปิดล้อมบริเวณป่าอ้อยที่ติดกับวัดโยธาสว่าง บ้านห้วยหาต่าง โดยมีข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุน่าจะอยู่ในพื้นที่นั้น การปิดล้อมครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ใช้กำลังอย่างหนาแน่น พร้อมทั้งมีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
คำพูดจากมารดาผู้ก่อเหตุ
นางบัวเรียน ผู้เป็นมารดาของนายมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า หลังจากลูกชายหลบหนีออกจากบ้านไปเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ตนเองจึงได้เข้าบ้าน แต่ตลอดทั้งคืนก็นอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงลูกชาย อยากให้ลูกชายมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ และไม่คิดว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ นางบัวเรียน ยังกล่าวอีกว่า หากไม่มีคนเข้าไปในบ้านของลูกชาย เชื่อว่าลูกชายคงจะไม่ใช้อาวุธปืนยิงออกมา
สถานการณ์ปัจจุบันและความกังวลของชาวบ้าน
จนถึงเวลาเกินกว่า 20 ชั่วโมงแล้ว เจ้าหน้าที่ยังคงไม่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ ชาวบ้านในพื้นที่ต่างรู้สึกกังวลและไม่อาจใช้ชีวิตตามปกติได้ หลายครอบครัวไม่กล้าออกจากบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่มีบ้านอยู่ใกล้บริเวณที่คาดว่าผู้ก่อเหตุหลบซ่อนอยู่ บรรยากาศในชุมชนเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความไม่แน่นอน
การปิดล้อมพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการที่ท้าทายที่สุดสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เนื่องจากต้องเผชิญกับผู้ก่อเหตุที่มีอาวุธ มีความชำนาญในการใช้ปืน และมีอาการทางจิตเวชที่ไม่สามารถคาดเดาพฤติกรรมได้ นอกจากนี้ ภูมิประเทศที่เป็นป่าอ้อยและทุ่งนาข้าวยังทำให้การติดตามเป็นไปอย่างยากลำบาก
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง โดยมีความมุ่งมั่นที่จะจับกุมตัวผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ ขณะเดียวกันก็ยังคงพยายามใช้วิธีการเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ผู้ก่อเหตุยอมมอบตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงที่อาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของทั้งสองฝ่าย
สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยทางจิตเวชในชุมชน และความจำเป็นในการมีระบบการดูแลและติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด รวมถึงการควบคุมอาวุธปืนในครัวเรือนที่มีผู้ป่วยทางจิตเวชหรือผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการค้นหาและติดตามตัวผู้ก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์และจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้โดยเร็ว เพื่อความสงบสุขและความปลอดภัยของชาวบ้านในพื้นที่