ไทย-กัมพูชา บรรลุข้อตกลงสำคัญ ถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนขัดแย้ง พร้อมเปิดทางอาเซียนเข้าสังเกตการณ์

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาได้ก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากผู้บัญชาการระดับสูงของทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงในการถอนอาวุธหนักและอาวุธยิงทำลายออกจากพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง พร้อมเปิดทางให้คณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนเข้ามาติดตามสถานการณ์ เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืน

พลตำรวจเอก วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยรายละเอียดความคืบหน้าสำคัญนี้ต่อสื่อมวลชน ภายหลังการประชุมหารือระดับสูงระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยและผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ซึ่งจัดขึ้น ณ จุดผ่านแดนช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อเวลา 10.30 น. ของวันที่ 25 ตุลาคม 2568 การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการแปลงข้อตกลงระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม

พื้นฐานสำคัญจากการประชุม GBC ครั้งพิเศษที่กัวลาลัมเปอร์

การประชุมหารือที่จุดผ่านแดนช่องจอมในครั้งนี้มิใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee – GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นการประชุมสำคัญที่มีผู้แทนระดับสูงจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมเพื่อหาทางออกให้กับสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน

ในการประชุมที่กัวลาลัมเปอร์ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันจัดทำและเห็นชอบ “แผนปฏิบัติการ” หรือ Action Plan ที่เกี่ยวกับการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีขีดความสามารถในการยิงทำลายออกจากพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง แผนปฏิบัติการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยวิธีการทางการทูตและสันติวิธี แทนที่จะใช้กำลังทหารหรือความรุนแรง

การที่ทั้งสองประเทศสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศ ภายใต้การเป็นสักขีพยานของประชาคมโลก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นจริงจังในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ โดยไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งบานปลายจนกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศที่รุนแรงยิ่งขึ้น แผนปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองในกัวลาลัมเปอร์จึงเป็นกรอบสำคัญที่จะนำทั้งสองประเทศไปสู่การลดความตึงเครียดและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

บรรยากาศการเจรจาเต็มไปด้วยความร่วมมือ

พลตำรวจเอก วินธัย ได้เน้นย้ำว่าการหารือในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ดำเนินไปด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าพร้อมที่จะนำแผนปฏิบัติการที่ได้ตกลงกันไว้ไปปฏิบัติจริงอย่างเคร่งครัด โดยทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาได้ยืนยันความเห็นชอบในการจัดทำและดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและแท้จริง

การที่ผู้บัญชาการระดับสูงของทั้งสองประเทศเลือกที่จะประชุมกันที่จุดผ่านแดนช่องจอม ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนจริง แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหา การพบปะหารือกันในบริเวณที่เป็นหัวใจของปัญหาทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเข้าใจสถานการณ์จริงและความซับซ้อนของพื้นที่ได้ดีขึ้น การเลือกสถานที่ประชุมยังสะท้อนถึงความโปร่งใสและความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมา

ในการประชุม ทั้งสองฝ่ายได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันตามแนวชายแดน รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทและจำนวนของอาวุธหนักและอาวุธยิงทำลายที่จะต้องมีการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ การหารือครั้งนี้มิได้มุ่งเน้นเพียงแค่การถอนอาวุธเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวางแผนเกี่ยวกับมาตรการสร้างความมั่นใจซึ่งกันและกันและกลไกในการตรวจสอบติดตามผลการปฏิบัติตามข้อตกลง

กลไก AOT – คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้าสู่เวที

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของการหารือครั้งนี้คือการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observers Team – AOT) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเข้าสังเกตการณ์และติดตามผลการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการในการถอนอาวุธหนักและอาวุธยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้งของทั้งสองประเทศ การมีคณะผู้สังเกตการณ์จากองค์กรระดับภูมิภาคเข้ามาทำหน้าที่นี้จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับกระบวนการถอนอาวุธ

ฝ่ายไทยได้แสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการรองรับคณะผู้สังเกตการณ์ โดยยืนยันว่าสามารถให้คณะ AOT เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ความพร้อมของฝ่ายไทยที่รวดเร็วเช่นนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันให้เกิดการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด การเตรียมความพร้อมของฝ่ายไทยครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การรักษาความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกให้กับคณะผู้สังเกตการณ์

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายกัมพูชาได้แจ้งว่ายังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ โดยคาดว่าจะสามารถจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ได้ในวันที่ 26 ตุลาคม 2568 เช่นกัน และหลังจากนั้นจะมีการเชิญฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมเพิ่มเติมภายในระยะเวลา 1-2 วัน เพื่อหารือและกำหนดวันเริ่มปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

การที่ฝ่ายกัมพูชาขอเวลาเพิ่มเติมเล็กน้อยถือเป็นเรื่องปกติในกระบวนการเจรจาระหว่างประเทศ สิ่งสำคัญคือทั้งสองฝ่ายต่างมีเป้าหมายร่วมกันและมีความตั้งใจจริงในการทำให้แผนปฏิบัติการประสบความสำเร็จ การประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างคณะทำงานของทั้งสองฝ่ายจะช่วยให้กระบวนการดำเนินไปอย่างราบรื่นและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

คณะทำงานร่วมประสานงานอย่างใกล้ชิด

ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันให้คณะทำงานร่วมกันประสานงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อตกลงทั้งหลายที่มีต่อกันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และเพื่อคงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความร่วมมือที่ดีระหว่างกัน คณะทำงานร่วมนี้จะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทหารและนักการทูตจากทั้งสองประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นชายแดนและความมั่นคง

บทบาทของคณะทำงานร่วมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของแผนปฏิบัติการ เนื่องจากการถอนอาวุธและการสร้างความไว้วางใจระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและต้องอาศัยการประสานงานที่ดี คณะทำงานจะต้องจัดการกับประเด็นต่างๆ มากมาย ตั้งแต่รายละเอียดทางเทคนิคในการเคลื่อนย้ายอาวุธ ไปจนถึงการสื่อสารและการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการ

การประสานงานอย่างใกล้ชิดยังช่วยป้องกันความเข้าใจผิดหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดใหม่ คณะทำงานจะมีช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างกัน ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คณะทำงานยังจะทำหน้าที่ประสานงานกับคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน เพื่อให้กระบวนการติดตามและประเมินผลเป็นไปอย่างราบรื่น

ทัศนคติของกองทัพบกไทยต่อการแก้ไขปัญหา

พลตำรวจเอก วินธัย ในฐานะโฆษกกองทัพบก ได้เน้นย้ำทัศนคติและแนวทางของกองทัพบกไทยต่อสถานการณ์ชายแดนอย่างชัดเจนว่า กองทัพบกยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามกรอบข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนด้วยแนวทางสันติวิธีเป็นหลัก ภายใต้หลักการเคารพอธิปไตยและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดี

ท่าทีของกองทัพบกไทยสะท้อนถึงความเป็นผู้ใหญ่ทางการทูตและความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของภูมิภาค การเลือกใช้วิธีการทางการทูตและการเจรจาแทนการใช้กำลังทหารแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะและความเข้าใจว่าความขัดแย้งทางทหารไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับทั้งสองประเทศ การใช้สันติวิธีไม่เพียงแต่ช่วยรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งสองฝ่าย แต่ยังช่วยรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เกี่ยวพันกันมายาวนาน

กองทัพบกได้วางเป้าหมายที่ชัดเจนในการธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอย่างแท้จริง เป้าหมายนี้ไม่ใช่แค่การหยุดความรุนแรงชั่วคราว แต่เป็นการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองฝ่ายในระยะยาว การมีชายแดนที่สงบและปลอดภัยจะช่วยส่งเสริมการค้าการลงทุน การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

ความสำคัญของการเคารพอธิปไตยและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

การที่ทั้งสองประเทศยึดมั่นในหลักการเคารพอธิปไตยและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นรากฐานสำคัญของการแก้ไขปัญหา การเคารพอธิปไตยหมายถึงการยอมรับในความเป็นเอกราชและสิทธิของแต่ละประเทศในการปกครองตนเอง โดยไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก ในขณะเดียกัน การปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงทวิภาคีที่มีอยู่แสดงให้เห็นถึงความมีวินัยและความรับผิดชอบของทั้งสองรัฐบาล

การแก้ไขปัญหาชายแดนภายใต้กรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้กลไกที่มีอยู่แล้วในการจัดการความขัดแย้ง คณะกรรมการนี้ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการหารือและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา การที่ทั้งสองประเทศยังคงใช้กลไกนี้แสดงถึงความเชื่อมั่นในระบบและกระบวนการที่วางไว้ แทนที่จะพยายามสร้างกลไกใหม่หรือหันไปใช้วิธีการรุนแรง

นอกจากนี้ การที่มาเลเซียได้เป็นเจ้าภาพในการประชุม GBC สมัยพิเศษยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของประชาคมอาเซียนในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การมีประเทศที่สาม คือ มาเลเซีย เป็นสักขีพยานและผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจาช่วยสร้างความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือให้กับกระบวนการ สิ่งนี้สอดคล้องกับหลักการของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาภายในภูมิภาคด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอก

ประโยชน์ที่ทั้งสองประเทศและภูมิภาคจะได้รับ

การถอนอาวุธหนักและอาวุธยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้งจะนำมาซึ่งประโยชน์มากมายต่อทั้งไทยและกัมพูชา รวมถึงภูมิภาคอาเซียนโดยรวม ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดคือการลดความเสี่ยงของการปะทะกันโดยบังเอิญหรือการยิงข้ามแนวที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงขนาดใหญ่ การที่ไม่มีอาวุธหนักในพื้นที่จะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่ค้างอยู่

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน การมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยขึ้นจะช่วยให้พวกเขาสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เด็กๆ สามารถไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย เกษตรกรสามารถทำการเกษตรในที่ดินของตนได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย และชุมชนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่ การค้าชายแดนซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประชาชนทั้งสองฝ่ายจะสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและขยายตัวมากขึ้น

ในระดับชาติ การมีชายแดนที่สงบจะช่วยให้ทั้งสองรัฐบาลสามารถเน้นทรัพยากรและความสนใจไปที่การพัฒนาประเทศ แทนที่จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากกับการรักษาความมั่นคงทางทหาร ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและกัมพูชาอาจได้รับการส่งเสริม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ การท่องเที่ยวข้ามพรมแดนอาจเพิ่มขึ้น และโครงการความร่วมมือทวิภาคีต่างๆ อาจได้รับการผลักดันให้ก้าวหน้ามากขึ้น

สำหรับภูมิภาคอาเซียน ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้สันติวิธีและกลไกของอาเซียนในการจัดการความขัดแย้ง สิ่งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค นอกจากนี้ การที่อาเซียนมีส่วนร่วมผ่านคณะผู้สังเกตการณ์ยังแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความสามารถในการดำเนินการร่วมกันของประเทศสมาชิก

ความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นและแนวทางรับมือ

แม้ว่าจะมีความคืบหน้าที่น่าพอใจ แต่ยังมีความท้าทายหลายประการที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ ความท้าทายแรกคือรายละเอียดทางเทคนิคในการถอนอาวุธ การระบุว่าอาวุธชนิดใดถือเป็น “อาวุธหนัก” หรือ “อาวุธยิงทำลาย” อาจต้องมีการหารือและตกลงกันอย่างละเอียด การเคลื่อนย้ายอาวุธเองก็เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาวุธจำนวนมากที่ต้องเคลื่อนย้าย

ความท้าทายอีกประการหนึ่งคือการสร้างความไว้วางใจระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ หลังจากมีความตึงเครียดมาระยะหนึ่ง การสร้างความมั่นใจว่าแต่ละฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างซื่อสัตย์จะต้องอาศัยเวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่อง การมีคณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนจะช่วยในเรื่องนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความไว้วางใจจะต้องเกิดขึ้นจากการปฏิบัติที่สอดคล้องกันของทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ อาจมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการ การที่มีช่องทางการสื่อสารที่ดีและคณะทำงานร่วมที่ทำงานอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ความยืดหยุ่นและความเต็มใจที่จะหาทางประนีประนอมจากทั้งสองฝ่ายจะเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของแผน

ในด้านการเมืองภายใน ทั้งสองรัฐบาลอาจต้องเผชิญกับความกดดันจากกลุ่มต่างๆ ที่อาจไม่เห็นด้วยกับแนวทางสันติวิธีหรือต้องการให้มีท่าทีที่เข้มแข็งกว่านี้ การสื่อสารที่ดีกับสาธารณชนและการอธิบายถึงประโยชน์ระยะยาวของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจะช่วยให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์

นักวิเคราะห์ความมั่นคงหลายท่านมองว่าความคืบหน้าครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา การที่ทั้งสองประเทศสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาอันรวดเร็วหลังจากเกิดความตึงเครียดแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นจริงจังในการแก้ไขปัญหา บางท่านชี้ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมของอาเซียนผ่านการเป็นเจ้าภาพประชุมและการส่งคณะผู้สังเกตการณ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างแรงกดดันเชิงบวกและกรอบในการเจรจา

ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเห็นว่าแผนปฏิบัติการนี้หากประสบความสำเร็จอาจกลายเป็นแบบอย่างสำหรับการแก้ไขความขัดแย้งอื่นๆ ในภูมิภาค การใช้กลไกของอาเซียนและการเน้นสันติวิธีสอดคล้องกับทิศทางที่ภูมิภาคต้องการก้าวไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มีความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเตือนว่าไม่ควรคาดหวังว่าปัญหาทั้งหมดจะได้รับการแก้ไขในทันที การถอนอาวุธเป็นเพียงขั้นตอนแรกในกระบวนการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น การกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนที่ชัดเจน การจัดการกับกรณีพิพาทที่ดิน และการสร้างกลไกความร่วมมือระยะยาวที่ต้องได้รับการจัดการต่อไป ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถของทั้งสองประเทศในการรักษาโมเมนตัมของความร่วมมือและการสื่อสารที่ดีต่อไป

บทสรุป ก้าวสำคัญสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

การประชุมหารือระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยและผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ณ จุดผ่านแดนช่องจอม เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างสองประเทศ ข้อตกลงในการถอนอาวุธหนักและอาวุธยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้ง พร้อมกับการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

แผนปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองในการประชุม GBC ที่กัวลาลัมเปอร์และการหารือติดตามผลที่ชายแดนสะท้อนถึงความจริงจังและความรับผิดชอบของทั้งไทยและกัมพูชาต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค การที่ทั้งสองประเทศเลือกที่จะใช้กลไกของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปและเปิดโอกาสให้อาเซียนมีส่วนร่วมผ่านคณะผู้สังเกตการณ์เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้สันติวิธีและความร่วมมือระดับภูมิภาคในการจัดการความขัดแย้ง

ความพร้อมของฝ่ายไทยในการรองรับคณะผู้สังเกตการณ์ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 และการเตรียมความพร้อมของฝ่ายกัมพูชาที่จะดำเนินการตามภายในระยะเวลาอันใกล้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายในการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริง การประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างคณะทำงานร่วมจะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้กระบวนการดำเนินไปอย่างราบรื่นและบรรลุวัตถุประสงค์

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของแผนปฏิบัติการนี้จะไม่เพียงแต่ช่วยลดความตึงเครียดและสร้างเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ยังจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคและทั่วโลกในการใช้การเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขความขัดแย้ง ความสำเร็จครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ว่าแม้จะมีความแตกต่างและความขัดแย้ง แต่ด้วยเจตนารมณ์ที่ดี การสื่อสารที่เปิดเผย และความเคารพซึ่งกันและกัน ปัญหาต่างๆ สามารถได้รับการแก้ไขอย่างสันติและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง