การแถลงข่าวครั้งนี้เป็นการเปิดเผยผลสำเร็จจากปฏิบัติการพิเศษที่มีชื่อว่า “ปิดเกมรับ-แลก-ลวง” ซึ่งมุ่งเน้นสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการทุจริตที่พยายามบิดเบือนวัตถุประสงค์ของโครงการภาครัฐที่มีเจตนาดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการคนละครึ่งพลัสที่รัฐบาลได้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะวิกฤต การจับกุมในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนต่อผู้ที่คิดจะฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการของรัฐอย่างไม่สุจริต
รายละเอียดการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย
จากการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอศ. ร่วมกับกระทรวงการคลัง สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งสิ้น 3 ราย ประกอบด้วย นางสาววันทนีย์ฯ อายุ 24 ปี, นางสาวทิพย์เทวีฯ อายุ 31 ปี และนางสาวนาตาชาฯ อายุ 26 ปี ตามหมายจับศาลอาญาในข้อหาร้ายแรงหลายประการ
ข้อหาที่ผู้ต้องหาทั้งสามรายถูกดำเนินคดีนั้นรวมถึง “ทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท” และ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน”
การจับกุมดำเนินการในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดนครสวรรค์ โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางที่สำคัญ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือจำนวน 5 เครื่อง และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอีก 1 เครื่อง ซึ่งเชื่อว่าเป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการกระทำความผิดและติดต่อสื่อสารกับผู้ที่มาใช้บริการแลกเงินอย่างผิดกฎหมาย
เบื้องหลังโครงการคนละครึ่งพลัส และความตั้งใจของรัฐบาล
พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการคนละครึ่งพลัสว่า เป็นโครงการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ สร้างรายได้ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมทั้งลดรายจ่ายและภาระค่าครองชีพของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในระดับฐานราก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าและการให้บริการผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งถือเป็นการยกระดับการค้าและบริการให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมๆ กับการช่วยเหลือประชาชน
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่โครงการนี้ได้รับความสนใจและการเข้าร่วมจากประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงมีผู้ที่ไม่หวังดีพยายามฉวยโอกาสในการกระทำการทุจริตเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางในการโฆษณาเชิญชวนประชาชนที่เข้าร่วมโครงการให้นำวงเงินตามสิทธิมาแลกรับเงินสดโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของโครงการที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและเกิดการหมุนเวียนเงินในระบบฐานรากอย่างแท้จริง
กระบวนการติดตามและรวบรวมพยานหลักฐาน
พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าประเวณีและการพนัน (บก.ปอศ.) ได้ร่วมมือกับกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในการเฝ้าระวังติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินโครงการผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ช่องทางต่างๆ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
จากการติดตามพบว่า มีบุคคลจำนวนหนึ่งที่โพสต์ข้อความสาธารณะผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปมาแลกรับเงินแทนการใช้สิทธิจ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการตามมูลค่าจริง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน รวมถึงขัดต่อหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการที่รัฐบาลได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
การกระทำดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง วัตถุประสงค์ และเงื่อนไขของโครงการ แสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตอย่างชัดเจน และก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อประชาชนทั่วไปว่าสามารถนำวงเงินที่ได้รับสิทธิตามโครงการมาแลกรับเป็นเงินสดกับร้านค้าโดยไม่จำต้องมีการใช้จ่ายหรือซื้อสินค้าจริง ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อความอันเป็นเท็จทั้งสิ้น
การกระทำเหล่านี้ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการในภาพรวม ทำให้โครงการไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดเป้าหมายในการดำเนินโครงการไว้ เพราะเงินไม่ได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริง แต่กลับตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ต้องการหาประโยชน์จากช่องว่างของระบบเท่านั้น
รายละเอียดการดำเนินคดีและของกลางที่ยึดได้
พันตำรวจเอก เมฆพิศาล ศรีภิรมย์ ผู้กำกับการกองกำกับการ 5 บก.ปอศ. ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ได้ทำการเฝ้าระวังและรวบรวมหลักฐานอย่างรอบคอบแล้ว พนักงานสอบสวนจึงได้ดำเนินการขอศาลออกหมายจับผู้ที่โพสต์เฟซบุ๊กโฆษณาเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิตามโครงการให้เข้าร่วมแลกวงเงินตามสิทธิเป็นเงินสดแทนการใช้จ่ายจริง โดยมีการหักส่วนต่างและแบ่งผลประโยชน์กัน
การดำเนินการนำไปสู่การตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 รายพร้อมด้วยพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจำนวนมาก ของกลางที่สำคัญที่ยึดได้ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และโทรศัพท์มือถือหลายเครื่อง ซึ่งใช้ในการติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ที่มีการลงทะเบียนร้านค้าหรือใช้ในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลที่มาใช้บริการแลกเงินทางช่องทางต่างๆ
นอกจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว เจ้าหน้าที่ยังได้ยึดเอกสารสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอีกหลายรายการ ซึ่งจะถูกนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีต่อไป ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินงานที่เป็นระบบและมีการวางแผนมาอย่างดี มิใช่การกระทำที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือไม่รู้ตัว
คำให้การของผู้ต้องหาและผลการสอบสวน
เมื่อทำการสอบสวนนางสาววันทนีย์ ผู้ต้องหารายหนึ่ง ได้ให้การรับสารภาพว่า เหตุที่ตนเองตัดสินใจกระทำการดังกล่าวนั้น เนื่องมาจากการที่ได้เห็นข้อมูลจากสื่อโซเชียลมีเดีย จึงเกิดความคิดที่จะหารายได้พิเศษโดยการคิดค่าส่วนต่างจากการแลกเงินในอัตราระหว่าง 10-20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าวงเงินที่ผู้เข้าร่วมโครงการนำมาแลก
การรับสารภาพของผู้ต้องหารายนี้แสดงให้เห็นถึงแรงจูงใจที่แท้จริงคือความโลภและการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและระบบเศรษฐกิจของประเทศ การกระทำนี้ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายเจตนารมณ์ที่ดีของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนในภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก
สำหรับผู้ต้องหาอีก 2 ราย ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 5 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อให้ได้ความจริงอย่างครบถ้วนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
คำเตือนและบทลงโทษตามกฎหมาย
พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ได้ให้คำเตือนที่สำคัญยิ่งต่อประชาชนว่า โครงการคนละครึ่งพลัสนั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าและให้บริการอย่างแท้จริง ดังนั้นประชาชนโปรดอย่าหลงเชื่อการเชิญชวนให้แลกวงเงินสิทธิโครงการเป็นเงินสด
การกระทำดังกล่าวถือเป็นการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นโทษที่หนักมากและจะส่งผลกระทบต่อชีวิตและอนาคตของผู้กระทำความผิดอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ หากมีการแลกวงเงินสิทธิโครงการเป็นเงินสดเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นความผิดทางอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกงทั้งผู้แลกและผู้รับแลก ซึ่งหมายความว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องรับผิดทางกฎหมายด้วยกันทั้งหมด โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ผู้กระทำความผิดจะถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นๆ ของรัฐบาลในอนาคต ซึ่งจะทำให้สูญเสียโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในยามที่ต้องการจริงๆ รวมถึงต้องคืนเงินให้แก่รัฐบาลอีกด้วย จึงถือเป็นการสูญเสียในหลายๆ ด้านที่ไม่คุ้มค่าเลย
ข้อควรระวังและคำแนะนำสำหรับประชาชน
ผบช.ก. ได้เน้นย้ำว่า ประชาชนไม่ควรตกเป็นเหยื่อหรือกลายเป็นผู้ร่วมกระทำผิดเพียงเพราะความโลภในเงินส่วนต่างเพียงเล็กน้อย การได้เงินสดที่มากกว่าเล็กน้อยในระยะสั้นนั้น ไม่คุ้มค่ากับผลกระทบร้ายแรงที่จะตามมาทั้งในด้านกฎหมาย ด้านสิทธิประโยชน์ที่จะสูญเสียไป และที่สำคัญคือความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
ประชาชนควรใช้สิทธิตามเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ของรัฐบาลเท่านั้น นั่นคือการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการจริงๆ ตามปกติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้บริโภคที่ได้รับส่วนลดจากการใช้จ่าย ผู้ประกอบการที่ได้รับรายได้จากการขายสินค้าและบริการ และระบบเศรษฐกิจโดยรวมที่จะมีเงินหมุนเวียนอย่างแท้จริง
การใช้สิทธิอย่างถูกต้องนั้นไม่เพียงแต่จะทำให้ตัวเองปลอดภัยจากความผิดทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง เป็นการสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมและยั่งยืน ไม่ใช่การหาประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมายหรือการฉวยโอกาสจากความตั้งใจดีของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือประชาชน
มาตรการติดตามและเฝ้าระวังต่อเนื่อง
พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ ได้ยืนยันว่า หลังจากการจับกุมในครั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) จะยังคงร่วมมือกับกระทรวงการคลังในการเฝ้าระวังและติดตามผู้ที่พยายามกระทำความผิดต่อไปอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง การจับกุมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
เจ้าหน้าที่จะมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและติดตามข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีโครงการช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาลดำเนินการอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ใดฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่สุจริตอีก
ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างแนบแน่น โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการป้องกัน การตรวจจับ และการปราบปราม
ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม
การกระทำของผู้ที่พยายามบิดเบือนวัตถุประสงค์ของโครงการคนละครึ่งพลัสนั้น ไม่เพียงแต่เป็นความผิดทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง เมื่อเงินไม่ได้หมุนเวียนไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยตามที่ตั้งใจไว้ ก็จะทำให้โครงการไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
ผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการจะไม่ได้รับประโยชน์ตามที่ควรจะเป็น ทำให้รายได้ของพวกเขาไม่เพิ่มขึ้นตามที่คาดหวัง และส่งผลต่อความสามารถในการดำรงชีพและพัฒนาธุรกิจของตนเอง ซึ่งในที่สุดจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศโดยรวม
นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวยังทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อโครงการของรัฐบาล และอาจทำให้เกิดความระแวงและไม่ไว้วางใจระหว่างกันในสังคม เมื่อมีการทุจริตเกิดขึ้น ความตั้งใจดีของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนก็อาจถูกมองในแง่ลบ และทำให้การดำเนินโครงการอื่นๆ ในอนาคตเป็นไปได้ยากขึ้น
บทเรียนและข้อคิดสำหรับสังคม
คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า แม้รัฐบาลจะมีความตั้งใจดีในการช่วยเหลือประชาชน แต่ก็ยังมีผู้ที่พยายามหาโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่สุจริตอยู่เสมอ การเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวมและรักษาความเป็นธรรมในสังคม
สังคมไทยควรตระหนักถึงความสำคัญของการมีจิตสำนึกที่ดี การคิดถึงส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน และการไม่ฉวยโอกาสแสวงหาประโยชน์จากความตั้งใจดีของผู้อื่น การสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืนนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ใช่เพียงแค่การบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น
ประชาชนควรมีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ของรัฐบาล รวมถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง การศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการไม่หลงเชื่อข้อมูลที่ผิดๆ จากสื่อสังคมออนไลน์ที่อาจเป็นการหลอกลวงหรือชักจูงให้กระทำผิดกฎหมาย
การเป็นแบบอย่างและการสร้างจิตสำนึก
การจับกุมและดำเนินคดีในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” เพื่อเป็นบทเรียนและคำเตือนแก่ผู้ที่คิดจะกระทำการทุจริตในลักษณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเด็ดขาดนี้ จะช่วยสร้างความเกรงกลัวและป้องปรามไม่ให้มีผู้กระทำผิดรายใหม่เกิดขึ้น
สังคมควรร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ไม่ยอมรับการทุจริตในทุกรูปแบบ การมองหาช่องว่างของกฎหมายหรือการฉวยโอกาสจากความตั้งใจดีของผู้อื่นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจหรือควรยกย่อง แต่เป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรมและส่งผลเสียต่อสังคมโดยรวม
การสร้างจิตสำนึกที่ดีควรเริ่มตั้งแต่ในครอบครัวและสถาบันการศึกษา การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเห็นคุณค่าของความซื่อสัตย์สุจริต การเคารพกฎระเบียบ และการคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวม จะช่วยสร้างสังคมที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว
แนวทางการใช้สิทธิอย่างถูกต้อง
สำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ควรใช้สิทธิประโยชน์ที่ได้รับอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของโครงการ นั่นคือการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการตามความต้องการจริงของตนเอง ไม่ใช่การนำไปแลกเป็นเงินสด
การใช้สิทธิอย่างถูกต้องนั้นง่ายและสะดวก เพียงแค่เลือกซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่ต้องการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ จากนั้นชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตามปกติ ระบบจะคำนวณส่วนลดให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการโดยไม่ต้องเสี่ยงกับการกระทำผิดกฎหมาย
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิหรือพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย ควรติดต่อสอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง หรือแจ้งเบาะแสไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ การเป็นพลเมืองที่ดีไม่ได้หมายความเพียงแค่ไม่กระทำผิดเท่านั้น แต่รวมถึงการช่วยเหลือสังคมโดยการแจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นความผิดปกติ
การจับกุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและรักษาความเป็นธรรมในสังคม ประชาชนควรร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้โครงการต่างๆ ของรัฐบาลสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในสังคมไทยในท้ายที่สุด