ยาย 76 ปี ถูกสแกมเมอร์ข่มขู่ครั้งที่ 3 เครียดหนัก ปั่นจักรยาน 4 กม. หาตำรวจขอความช่วยเหลือ กลัวเงินในบัญชีถูกดูด

นางอุบล โลห์สุวรรณ อายุ 76 ปี อาศัยอยู่ที่บ้านสี่เหลี่ยม ตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ เล่าว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ตนได้ตัดสินใจปั่นจักรยานไปพบ ร.ต.ต.หนึ่ง ไชยมงคล รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเฉลิมพระเกียรติ ถึงที่บ้านพัก ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของตนประมาณ 4 กิโลเมตร เพราะอยู่ในสภาวะที่เครียดและกังวลใจอย่างมากจากการถูกแก๊งมอดโกงโทรศัพท์มาหลอกลวง

แม้ว่าระยะทาง 4 กิโลเมตรอาจไม่ไกลนักสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับหญิงสูงวัยที่มีอายุ 76 ปี และมีโรคประจำตัวหลายอย่าง การปั่นจักรยานระยะทางนี้ถือเป็นความพยายามอย่างมากที่แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวและความต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นางอุบลเลือกที่จะไปพบ ร.ต.ต.หนึ่ง เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตนรู้จักและไว้วางใจ มั่นใจว่าจะได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลือที่ถูกต้อง

รายละเอียดการถูกหลอกครั้งล่าสุด – อ้างมีเงิน 1 ล้านบาทโอนเข้าบัญชี

ตามที่นางอุบลเล่าให้ตำรวจฟังว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา มีโทรศัพท์ปริศนาโทรเข้ามา โดยผู้โทรอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ บอกกับตนว่ามีเงินจำนวนหนึ่งล้านบาทจากบัญชีม้าถูกโอนเข้ามาในบัญชีธนาคารของตน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสัยและผิดปกติ

ผู้โทรได้สั่งการให้นางอุบลดำเนินการหลายอย่าง ได้แก่ ให้ส่งข้อมูลบัญชีธนาคารทุกธนาคารที่มีอยู่เข้าไปให้เพื่อตรวจสอบ และที่สำคัญคือให้เดินทางไปที่ธนาคารในจังหวัดชัยภูมิภายในเวลา 2 ชั่วโมง โดยผู้โทรได้ใช้ถ้อยคำขู่เข็ญว่า หากไม่ทำตามที่บอก จะถือว่านางอุบลมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า และจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

คำขู่เหล่านี้ทำให้นางอุบลเกิดความกลัวและความเครียดอย่างมาก เพราะไม่แน่ใจว่าผู้โทรเป็นมิจฉาชีพหรือเป็นเจ้าหน้าที่จริง ความกังวลนี้ทำให้ตนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ และกลัวว่าเงินในบัญชีของตนจะถูกดูดหายไป รวมทั้งกลัวที่จะต้องถูกดำเนินคดีโดยไม่รู้ว่าทำผิดอะไร

ตำรวจยืนยัน เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แนะนำไม่ให้ส่งข้อมูล

หลังจากที่ ร.ต.ต.หนึ่ง ไชยมงคล รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเฉลิมพระเกียรติ ได้รับฟังเรื่องราวและรายละเอียดจากนางอุบลแล้ว ก็สามารถระบุได้อย่างมั่นใจว่า นี่เป็นกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้วิธีการหลอกลวงในรูปแบบที่เป็นที่รู้จักและพบเห็นกันอยู่เป็นประจำ

ร.ต.ต.หนึ่งได้ให้คำแนะนำกับนางอุบลอย่างชัดเจนว่า ห้ามส่งข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลบัญชีธนาคารไปให้ผู้โทรเด็ดขาด และห้ามโอนเงินหรือทำรายการใดๆ ตามที่ผู้โทรสั่งการ นอกจากนี้ ยังแนะนำให้นางอุบลไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเฉลิมพระเกียรติไว้เป็นหลักฐาน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเพื่อเป็นข้อมูลในการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด

ร.ต.ต.หนึ่งยังได้ให้คำเตือนถึงประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุว่า หากได้รับโทรศัพท์ในลักษณะนี้ อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด เพราะธนาคารหรือหน่วยงานราชการที่แท้จริงจะไม่ติดต่อมาทางโทรศัพท์เพื่อขอข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลบัญชีธนาคาร และจะไม่ข่มขู่ให้ดำเนินการใดๆ ภายในเวลาอันสั้น หากมีข้อสงสัย ควรติดต่อสอบถามที่ธนาคารโดยตรง หรือปรึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือญาติพี่น้องที่ไว้วางใจก่อนตัดสินใจทำอะไร

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก – ถูกหลอกมาแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านี้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงและแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหานี้คือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางอุบลถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมาหลอก แต่เป็นครั้งที่สามแล้ว นางอุบลเล่าให้ทีมข่าวฟังว่า ก่อนหน้านี้ไม่ถึงเดือน ก็เคยมีโทรศัพท์ปริศนาอ้างว่าโทรมาจากจังหวัดศรีสะเกษ หลอกว่ามีเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารของตนจำนวนถึง 2.5 ล้านบาท

ในครั้งนั้น ผู้โทรได้พยายามหลอกให้นางอุบลเข้าไปทำรายการที่ตู้เอทีเอ็ม พร้อมทั้งขอให้ส่งเอกสารส่วนตัวไปตรวจสอบ โชคดีที่ในครั้งนั้นนางอุบลได้เล่าเรื่องนี้ให้ลูกหลานฟัง ลูกหลานจึงรีบพาไปยกเลิกบัญชีที่ใช้งานอยู่ทันที แล้วเปิดบัญชีใหม่ พร้อมทั้งเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เงินในบัญชีถูกดูดหายไป

แต่แม้จะได้เปลี่ยนบัญชีและบัตรเอทีเอ็มใหม่แล้ว แก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ยังสามารถหาข้อมูลของนางอุบลได้อีก และโทรมาหลอกอีกครั้งในวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งที่สามแล้ว สิ่งนี้ทำให้นางอุบลรู้สึกไม่สบายใจและสงสัยมากว่า แก๊งเหล่านี้สามารถหาข้อมูลส่วนตัวของตนได้อย่างไร และทำไมถึงถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต

การถูกหลอกลวงอย่างต่อเนื่องนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนางอุบลอย่างมาก นางอุบลเล่าว่า ตนรู้สึกเครียดมาก กินข้าวไม่ได้ นอนหลับไม่สนิท เพราะกังวลเรื่องเงินในบัญชีและกลัวว่าจะต้องถูกดำเนินคดี ความเครียดนี้ยิ่งทำให้สุขภาพของตนแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางอุบลมีโรคประจำตัวที่ต้องดูแลอยู่แล้ว

นางอุบลเปิดเผยว่า ตนเป็นผู้ป่วยโรคสแกนสมองตีบ และมีความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคที่ต้องควบคุมอาการและหลีกเลี่ยงความเครียด แต่การถูกหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเครียดได้ ยิ่งไปกว่านั้น ความกลัวที่จะถูกดูดเงินในบัญชีหรือถูกดำเนินคดีทำให้ตนนอนไม่หลับเป็นเวลาหลายวัน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม

สำหรับผู้สูงอายุเช่นนางอุบล ความเครียดและความกังวลใจสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้อย่างรุนแรง อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง และอาจทำให้อาการของโรคที่มีอยู่แล้วแย่ลงได้ นอกจากนี้ การนอนไม่หลับและกินอาหารไม่ได้ยังทำให้ร่างกายอ่อนแอลง ลดภูมิคุ้มกัน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ตามมา

รูปแบบการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากกรณีของนางอุบล สามารถวิเคราะห์รูปแบบการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ว่า พวกเขามักใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกัน คือ

อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือหน่วยงานราชการ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้เหยื่อหลงเชื่อ โดยมักจะบอกว่ามีเงินจำนวนมากถูกโอนเข้าบัญชีของเหยื่อจากบัญชีม้า หรือมีการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ

ใช้คำขู่เข็ญ เช่น บอกว่าหากไม่ทำตามจะถือว่ามีความผิด จะถูกดำเนินคดี หรือจะถูกจับ เพื่อสร้างความกลัวและความกดดันให้เหยื่อตัดสินใจโดยไม่ใช้เหตุผล

กำหนดเวลาที่รัดกุม เช่น ให้ทำรายการภายใน 2 ชั่วโมง หรือให้โอนเงินทันที เพื่อไม่ให้เหยื่อมีเวลาคิด ปรึกษาคนอื่น หรือตรวจสอบความจริง

ขอข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลบัญชี เช่น ขอเลขบัญชี รหัสผ่าน PIN โดยอ้างว่าต้องตรวจสอบ ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้แล้วก็สามารถถอนเงินหรือโอนเงินจากบัญชีของเหยื่อได้

ให้เหยื่อไปทำรายการที่ตู้เอทีเอ็ม โดยมีผู้โทรคอยสั่งการทีละขั้นตอน ซึ่งจริงๆ แล้วคือการหลอกให้เหยื่อโอนเงินให้กับคนร้าย

คำเตือนและแนวทางป้องกันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ร.ต.ต.หนึ่ง ไชยมงคล ได้ให้คำแนะนำและคำเตือนแก่ประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุว่า ควรระวังและไม่หลงเชื่อโทรศัพท์ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

ธนาคารไม่โทรมาขอข้อมูลส่วนตัว ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายจะไม่โทรศัพท์มาขอข้อมูลบัญชี เลขที่บัญชี รหัสผ่าน หรือ PIN จากลูกค้า หากมีปัญหาหรือข้อสงสัย ธนาคารจะส่งจดหมายแจ้งหรือให้ลูกค้าไปติดต่อที่สาขาด้วยตนเอง

ไม่มีการกำหนดเวลารัดกุม หน่วยงานราชการหรือธนาคารที่แท้จริงจะไม่บังคับให้ดำเนินการใดๆ ภายในระยะเวลาอันสั้น เช่น ภายใน 2 ชั่วโมง หรือทันที

ตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ หากได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคย อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ควรวางสายแล้วโทรกลับไปที่หมายเลขของธนาคารที่แท้จริง (ที่ระบุไว้บนบัตรเอทีเอ็มหรือเว็บไซต์ทางการของธนาคาร) เพื่อสอบถามว่ามีเรื่องดังกล่าวจริงหรือไม่

ปรึกษาคนอื่นก่อนตัดสินใจ หากได้รับโทรศัพท์ที่น่าสงสัย ควรปรึกษาลูกหลาน ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนที่ไว้วางใจก่อนทำอะไร อย่าตัดสินใจทำตามคำสั่งของผู้โทรทันที

ไม่โอนเงินหรือส่งข้อมูล อย่าโอนเงินหรือส่งข้อมูลส่วนตัวให้กับใครที่โทรมา แม้จะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ก็ตาม

แจ้งความทันที หากสงสัยว่าถูกหลอกหรือกำลังถูกหลอก ให้รีบแจ้งความที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทรแจ้งที่หมายเลข 191

คำวอนจากยายอุบล ขอให้รัฐเร่งปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

นางอุบลได้ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจและหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ขอให้เร่งปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งสแกมเมอร์ให้หมดสิ้น อย่าปล่อยให้พวกนี้มาหลอกลวงผู้สูงอายุและประชาชนผู้บริสุทธิ์แบบนี้อีกต่อไป

นางอุบลระบุว่า ผู้สูงอายุมักเป็นเป้าหมายของแก๊งเหล่านี้ เพราะมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีน้อยกว่า ไว้วางใจคนง่าย และกลัวเจ้าหน้าที่รัฐ การถูกหลอกลวงไม่เพียงแต่ทำให้สูญเสียเงินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

ตนเองก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 3 ครั้ง แม้จะไม่ได้โอนเงินไปให้ แต่ความเครียดและความกลัวก็ส่งผลต่อสุขภาพมาก ทำให้กินไม่ได้ นอนไม่หลับ และเป็นห่วงว่าเงินที่เก็บออมไว้จะหายไป นางอุบลจึงขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับปัญหานี้และเร่งหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง

สถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปัจจุบัน

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่กลับมีแนวโน้มรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ สถิติจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคอมพิวเตอร์ (บก.ปคบ.) แสดงให้เห็นว่า มีผู้เสียหายจากการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์และออนไลน์เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก

แก๊งเหล่านี้มักใช้ฐานปฏิบัติการในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การติดตามจับกุมมีความยุ่งยากและต้องอ าศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ นอกจากนี้ พวกเขายังมีการพัฒนาเทคนิคการหลอกลวงใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้ประชาชนต้องระมัดระวังและติดตามข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ

มาตรการของภาครัฐในการแก้ไขปัญหา

ในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐได้มีการออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหา เช่น การให้ธนาคารพาณิชย์กำหนดวงเงินในการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันมือถือ การสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนผ่านสื่อต่างๆ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มีความรู้และทักษะในการสืบสวนคดีไซเบอร์ และการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม ปัญหายังคงมีอยู่และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งบอกว่ามาตรการที่มีอยู่อาจยังไม่เพียงพอหรือไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จำเป็นต้องมีการทบทวนและปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

บทเรียนและข้อคิดจากกรณีนี้

กรณีของนางอุบลเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับสังคมไทยในหลายประเด็น ได้แก่

ผู้สูงอายุต้องการความคุ้มครองและความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพราะพวกเขามักเป็นเป้าหมายง่ายของอาชญากร ควรมีการให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้อย่างต่อเนื่อง

การมีญาติพี่น้องและเครือข่ายทางสังคมที่เข้มแข็งเป็นเกราะป้องกันที่ดี กรณีของนางอุบลที่ปรึกษาตำรวจและเล่าให้ลูกหลานฟังทำให้ไม่ถูกหลอกสำเร็จ

การสร้างความตระหนักรู้ต้องทำอย่างต่อเนื่องและเข้าถึงทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุในชนบทที่อาจไม่ได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากนัก

หน่วยงานรัฐต้องเร่งปราบปรามและสร้างมาตรการป้องกันที่เข้มงวด เพื่อไม่ให้มีผู้เสียหายเพิ่มขึ้น

ระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับการปรับปรุง เพราะคำถามสำคัญคือ แก๊งเหล่านี้หาข้อมูลของเหยื่อได้อย่างไร แม้เหยื่อจะเปลี่ยนบัญชีใหม่แล้วก็ตาม

บทสรุป

กรณีของนางอุบล โลห์สุวรรณ หญิงสูงวัย 76 ปี ที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมาข่มขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 3 ครั้ง จนต้องปั่นจักรยานระยะทาง 4 กิโลเมตรไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ เป็นภาพสะท้อนของปัญหาสังคมที่สำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

การที่ผู้สูงอายุต้องอยู่ในความกลัวและความเครียดจากการถูกหลอกลวง ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมที่เราอยากเห็น ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้

ประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุควรเพิ่มความระมัดระวัง ไม่หลงเชื่อโทรศัพท์ที่ขอข้อมูลส่วนตัวหรือข่มขู่ให้โอนเงิน และควรปรึกษาบุคคลที่ไว้วางใจก่อนตัดสินใจทำอะไร ส่วนภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อย่างจริงจัง พร้อมทั้งสร้างมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ และให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่ได้รับโทรศัพท์ต้องสงสัยหรือถูกหลอก สามารถแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทรศัพท์แจ้งที่สายด่วน 191 หรือสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือทางไซเบอร์ของตำรวจ และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับธนาคาร ควรโทรสอบถามที่ธนาคารโดยตรงเพื่อความแน่ใจ อย่าหลงเชื่อโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาเอง

การปกป้องและดูแลผู้สูงอายุให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม เพราะพวกเขาคือผู้มีพระคุณที่สร้างสรรค์สังคมมาจนถึงทุกวันนี้ และสมควรได้รับการดูแลและความเคารพอย่างเหมาะสม