ช่วยชีวิตผู้ขับเทสลาพุ่งตกคลอง รถจมมิดน้ำ ได้ยินเสียงทุบกระจกจากข้างใน ทำ CPR นาน 30 นาที แต่สุดท้ายไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 05.30 น. ในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เมื่อ ร.ต.อ.สายชล อดใจ รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรหนองเสือ ได้รับแจ้งเหตุจากประชาชนว่ามีรถยนต์เก๋งคันหนึ่งเสียหลักพุ่งตกลงไปในคลองบริเวณถนนเลียบคลอง 10 หมู่ที่ 4 ตำบลบึงบา อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบนำกำลังเจ้าหน้าที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูและแพทย์เวรจากโรงพยาบาลหนองเสือรุดเข้าไปยังที่เกิดเหตุทันที เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางถึงพบว่าสถานการณ์ค่อนข้างวิกฤต เนื่องจากรถยนต์คันดังกล่าวได้จมลงไปใต้น้ำจนมิดคันแล้ว

รถยนต์ที่เกิดเหตุคือรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อเทสลา รุ่น Model 3 ป้ายทะเบียนจังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาค่อนข้างสูงและมีระบบความปลอดภัยทันสมัย แต่ในสถานการณ์ที่รถตกน้ำจมลึกเช่นนี้ ระบบความปลอดภัยต่างๆ กลับไม่สามารถช่วยเหลือผู้โดยสารได้อย่างเต็มที่

พลเมืองดีเล่าประสบการณ์สุดระทึก ได้ยินเสียงทุบกระจกจากข้างใน

นายอดิศักดิ์ เหมือนโพทอง พลเมืองดีที่เข้าช่วยเหลือในครั้งนี้ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ตนเองและเพื่อนที่เป็นอาสาสมัครกู้ภัยได้พบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือทันที แต่ในขณะนั้นรถยนต์คันดังกล่าวได้จมลงไปในน้ำจนมิดคันแล้ว สถานการณ์ดูน่าตกใจและวิกฤตมาก

สิ่งที่สร้างความหวังให้กับทีมช่วยเหลือในขณะนั้นคือระหว่างที่กำลังพยายามเข้าไปช่วยเหลือ นายอดิศักดิ์และทีมได้ยินเสียงทุบกระจกดังมาจากภายในตัวรถ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประสบเหตุยังมีชีวิตอยู่และกำลังพยายามหาทางออกมาจากรถที่กำลังจมอยู่

“ผมและเพื่อนๆ ได้ยินเสียงทุบกระจกจากภายในรถชัดเจนมาก ตอนนั้นรู้สึกว่ายังมีความหวังที่จะช่วยชีวิตเขาได้” นายอดิศักดิ์เล่าด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสลด “เราจึงรีบใช้อุปกรณ์ทุบกระจกรถที่เรียกว่าตัวยิงกระจก เข้าไปยิงที่บริเวณหลังคารถเพื่อสร้างช่องทางให้ผู้ประสบเหตุหนีออกมาได้”

การช่วยเหลือที่ยากลำบาก ต้องทุบกระจกที่หลังคารถ

ทีมช่วยเหลือประกอบด้วยพลเมืองดีและอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูได้ประสานงานกันอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พวกเขาใช้อุปกรณ์ตัวยิงกระจกซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษสำหรับทำลายกระจกรถยนต์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เข้ายิงที่บริเวณกระจกหลังคารถเก๋ง

การทุบกระจกที่หลังคารถเป็นวิธีการที่ถูกต้องในสถานการณ์เช่นนี้ เนื่องจากเป็นจุดที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายที่สุดเมื่อรถจมอยู่ในน้ำ และยังเป็นจุดที่อากาศอาจจะยังคงเหลืออยู่เป็นช่วงสุดท้าย

เมื่อสามารถทำลายกระจกได้สำเร็จ ทีมช่วยเหลือได้เห็นมือของผู้ประสบเหตุยื่นออกมาจากช่องที่เปิดขึ้น พวกเขารีบจับมือของผู้ประสบเหตุและดึงร่างของเขาออกมาจากภายในรถอย่างระมัดระวัง การดึงผู้ประสบเหตุออกมานั้นใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก เนื่องจากต้องทำอย่างรวดเร็วแต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติม

การปั๊มหัวใจกดหน้าอกอย่างต่อเนื่องนาน 30 นาที

หลังจากที่สามารถนำผู้ประสบเหตุขึ้นมาจากในน้ำได้แล้ว ทีมแพทย์และอาสาสมัครได้เริ่มทำการปั๊มหัวใจกดหน้าอก (CPR – Cardiopulmonary Resuscitation) ทันที ผู้ประสบเหตุในขณะนั้นอยู่ในภาวะหมดสติและไม่มีการหายใจ

การทำ CPR เป็นขั้นตอนการช่วยชีวิตที่สำคัญที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครได้ผลัดกันทำการกดหน้าอกและเป่าปากอย่างต่อเนื่องเพื่อพยายามกระตุ้นให้หัวใจของผู้ประสบเหตุทำงานอีกครั้ง

“เราทำ CPR อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 30 นาที” นายอดิศักดิ์กล่าวถึงความพยายามของทีม “ทุกคนพยายามอย่างเต็มที่ ผลัดกันกดหน้าอกไม่ยอมหยุด เพราะหวังว่าจะช่วยชีวิตเขาได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถทำได้”

แพทย์เวรจากโรงพยาบาลหนองเสือที่มาถึงที่เกิดเหตุได้ตรวจสอบอาการของผู้ประสบเหตุอย่างละเอียด แต่น่าเสียดายที่แม้จะมีการช่วยชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว ผู้ประสบเหตุก็ไม่มีสัญญาณชีพใดๆ อีกต่อไป แพทย์จึงประกาศว่าผู้ประสบเหตุได้เสียชีวิตแล้วที่เกิดเหตุ

ข้อมูลผู้เสียชีวิต วัย 55 ปี ชาวกรุงเทพฯ

ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้รับการระบุตัวตนว่าคือ นายวิทย์ธวัช (นามสกุลสงวนไว้) อายุ 55 ปี ภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าของและผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อเทสลา รุ่น Model 3 ที่ป้ายทะเบียนจดทะเบียนในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

จากการสอบถามเบื้องต้น ยังไม่สามารถทราบได้ว่าผู้เสียชีวิตกำลังเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางใดในช่วงเช้ามืดวันนั้น และยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมรถจึงเสียหลักพุ่งตกลงไปในคลอง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องทำการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม

รายละเอียดเส้นทางที่เกิดเหตุ รถเสียหลักไกลจากจุดจม 100 กว่าเมตร

รายละเอียดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งจากคำให้การของนายอดิศักดิ์คือ จุดที่รถยนต์เสียหลักตกลงไปในคลองนั้นห่างจากจุดที่รถจมอยู่ประมาณ 100 กว่าเมตร ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารถยนต์คันดังกล่าวได้ลอยไปตามกระแสน้ำในคลองเป็นระยะทางพอสมควรก่อนที่จะจมลง

“จุดที่รถตกน้ำกับจุดที่รถจมนั้นห่างกันประมาณ 100 กว่าเมตร” นายอดิศักดิ์อธิบาย “ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารถได้ลอยไปตามกระแสน้ำก่อนที่จะจมลง และผู้ประสบเหตุก็พยายามหาทางออกมาตลอดเวลา จนกระทั่งรถจมลงไปจนมิดคัน”

ข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ รวมถึงการตรวจสอบว่ามีปัจจัยใดที่ทำให้เกิดการเสียหลักของรถยนต์

การดำเนินคดีและการสืบสวนของเจ้าหน้าที่

ร.ต.อ.สายชล อดใจ รองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองเสือ ได้เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่ได้ทำการถ่ายภาพที่เกิดเหตุและรวบรวมหลักฐานต่างๆ ไว้เป็นหลักฐานสำหรับการสืบสวนต่อไป

การสืบสวนจะครอบคลุมหลายประเด็น รวมถึง:

  • สาเหตุที่รถเสียหลักตกคลอง อาจเป็นเพราะหลับใน เสียหลัก หรือมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง
  • สภาพของถนนและสภาพแวดล้อมในขณะเกิดเหตุ
  • การตรวจสอบระบบความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้า
  • การตรวจสอบร่างกายของผู้เสียชีวิตเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มอบหมายให้อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งร่างของผู้เสียชีวิตไปยังศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเพทรราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คลอง 16) เพื่อทำการชันสูตรพลิกศพและหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดยิ่งขึ้น

การชันสูตรพลิกศพจะช่วยให้ทราบว่าผู้เสียชีวิตเสียชีวิตจากการจมน้ำ หรือมีสาเหตุอื่นๆ เช่น โรคประจำตัว หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุก่อนที่จะจมน้ำ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะมีความสำคัญต่อการสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้

การนำรถยนต์ขึ้นจากคลอง

หลังจากที่ได้นำผู้ประสบเหตุขึ้นมาและดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานงานกับบริษัทรถลากจูงเพื่อเข้ามาดำเนินการนำรถยนต์เทสลาที่ตกอยู่ในคลองขึ้นมา

การนำรถไฟฟ้าขึ้นจากน้ำนั้นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีระบบแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่อาจเกิดอันตรายได้หากสัมผัสกับน้ำ เจ้าหน้าที่จึงต้องมีการเตรียมการและใช้อุปกรณ์พิเศษในการดึงรถขึ้นมา

รถยนต์คันดังกล่าวจะถูกนำไปตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุของการเสียหลัก รวมถึงการตรวจสอบระบบต่างๆ ของรถว่าทำงานปกติหรือไม่ในขณะเกิดเหตุ

ประเด็นความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อตกน้ำ

เหตุการณ์ครั้งนี้ได้นำมาซึ่งการตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้าในสถานการณ์ที่รถตกน้ำ แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่จะมีระบบความปลอดภัยมากมาย แต่ในสถานการณ์ที่รถจมน้ำ ก็อาจมีปัญหาบางประการ เช่น:

ระบบประตูและหน้าต่างไฟฟ้า: เมื่อรถจมน้ำ ระบบไฟฟ้าอาจเสียหาย ทำให้ไม่สามารถเปิดประตูหรือหน้าต่างได้ด้วยระบบไฟฟ้า ผู้โดยสารจึงต้องพึ่งพาการทุบกระจกเพื่อหนีออกมา

แรงดันน้ำ: เมื่อรถจมลงไปในน้ำ แรงดันของน้ำจะทำให้ประตูรถเปิดได้ยาก ผู้โดยสารจึงต้องรอให้น้ำเข้าเต็มภายในรถเพื่อทำให้แรงดันเท่ากัน แล้วจึงจะสามารถเปิดประตูได้ แต่วิธีนี้อาจใช้เวลานานเกินไปและอันตราย

การใช้อุปกรณ์ทุบกระจก: อุปกรณ์สำหรับทุบกระจกในสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรมีติดไว้ในรถทุกคัน โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่สามารถตัดเข็มขัดนิรภัยและทุบกระจกได้ในตัวเดียว

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในการขับขี่แนะนำว่า หากรถตกลงไปในน้ำ ควรปฏิบัติดังนี้:

ถอดเข็มขัดนิรภัยทันที: เมื่อรู้ว่ารถกำลังจะตกน้ำ ให้รีบถอดเข็มขัดนิรภัยออกทันทีเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการหนีออกจากรถ

เปิดหน้าต่างหรือประตูทันที: พยายามเปิดหน้าต่างหรือประตูออกให้ได้โดยเร็วที่สุดก่อนที่น้ำจะท่วมสูงและระบบไฟฟ้าจะเสีย

ใช้อุปกรณ์ทุบกระจก: หากไม่สามารถเปิดประตูหรือหน้าต่างได้ ให้ใช้อุปกรณ์ทุบกระจกที่มุมของกระจก ซึ่งเป็นจุดที่แตกได้ง่ายที่สุด

ไม่ตื่นตระหนก: การควบคุมสติและไม่ตื่นตระหนกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรอดชีวิตจากสถานการณ์เช่นนี้

รอให้น้ำเข้าเต็มก่อนเปิดประตู: หากไม่สามารถทุบกระจกหรือเปิดหน้าต่างได้ อาจต้องรอให้น้ำเข้าเต็มภายในรถเพื่อทำให้แรงดันเท่ากัน แล้วจึงเปิดประตูออก แต่วิธีนี้ต้องใช้ความกล้าหาญสูงและอาจอันตราย

บทบาทของพลเมืองดีและอาสาสมัคร

เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญของพลเมืองดีและอาสาสมัครในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย แม้ว่าในครั้งนี้จะไม่สามารถช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุไว้ได้ แต่ความพยายามและการกระทำอย่างรวดเร็วของนายอดิศักดิ์และทีมอาสาสมัครก็สมควรได้รับการยกย่อง

การที่มีพลเมืองดีที่พร้อมเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับตนเอง เป็นสิ่งที่สังคมควรส่งเสริมและสนับสนุน การฝึกอบรมทักษะการช่วยชีวิตเบื้องต้นแก่ประชาชนทั่วไปก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การติดต่อญาติและพิธีกรรมทางศาสนา

เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการติดต่อญาติของผู้เสียชีวิตเพื่อแจ้งข่าวร้ายและให้มารับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนาต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและความเห็นอกเห็นใจ

หลังจากที่การชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นและครอบครัวได้รับศพแล้ว ก็จะมีการจัดพิธีกรรมทางศาสนาตามความเหมาะสมและตามความประสงค์ของครอบครัว

บทเรียนที่ได้รับจากเหตุการณ์

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับผู้ขับขี่ทุกคนในหลายด้าน:

ความปลอดภัยในการขับขี่: ควรขับขี่ด้วยความระมัดระวังเสมอ โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืดหรือเวลาที่มีแสงสว่างน้อย

การเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉิน: ควรมีอุปกรณ์สำหรับทุบกระจกและตัดเข็มขัดนิรภัยติดไว้ในรถเสมอ

ความรู้เกี่ยวกับการรอดชีวิตจากรถที่ตกน้ำ: ควรศึกษาและฝึกซ้อมวิธีการรอดชีวิตจากสถานการณ์ที่รถตกน้ำ

ความสำคัญของระบบความปลอดภัยในรถยนต์ไฟฟ้า: ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าควรพัฒนาระบบความปลอดภัยที่สามารถทำงานได้แม้ในสถานการณ์ที่รถจมน้ำ

สรุป

เหตุการณ์รถยนต์ไฟฟ้าเทสลาพุ่งตกคลองในอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ในเช้าวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้า แม้ว่าจะมีพลเมืองดีและอาสาสมัครเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและพยายามอย่างเต็มที่ในการช่วยชีวิต รวมถึงการทำ CPR นานถึง 30 นาที แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตของนายวิทย์ธวัช วัย 55 ปี ไว้ได้

ความกล้าหาญและความพยายามของนายอดิศักดิ์ เหมือนโพทอง และทีมอาสาสมัครสมควรได้รับการชื่นชมและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม เหตุการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนที่สำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับขี่และการเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการสืบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุอย่างละเอียดต่อไป และจะติดต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตเพื่อให้มารับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี ขอให้ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตจงได้พักผ่อนเป็นสุขและครอบครัวจงมีกำลังใจในการผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้


หมายเหตุ: ข่าวนี้รายงานโดยอ้างอิงจากข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พลเมืองดีผู้เข้าช่วยเหตุ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2568