เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลา 23.00 น. ของวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เมื่อพันตำรวจโทมนตรี เรืองพุทธ รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ได้รับแจ้งเหตุจากประชาชนในพื้นที่ว่ามีกลุ่มวัยรุ่นชายและหญิงจำนวนมากได้เข้ามาเช่าพูลวิลล่าเพื่อมั่วสุมและเสพยาเสพติด โดยสถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ที่บริเวณหมู่ที่ 3 ตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
หลังจากได้รับแจ้งเหตุ พันตำรวจโทมนตรีได้รายงานเหตุการณ์ต่อพันตำรวจเอกจำลอง สุวลักษณ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลาทราบในทันที และได้มีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมกำลังเพื่อเข้าดำเนินการตรวจสอบและจับกุม โดยมีการแต่งตั้งพันตำรวจโทสุพจน์ เรืองรุ่งโรจน์ รองผู้กำกับการฝ่ายปราบปราม สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา พร้อมด้วยพันตำรวจโทสมพงค์ หนูเงิน สารวัตรสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลาเป็นหัวหน้าคณะปฏิบัติการ
นอกจากกำลังตำรวจแล้ว ยังมีการประสานและสนธิกำลังจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ เจ้าพนักงานจากกรมการปกครองจังหวัดสงขลา นำทีมโดยนายสุรัตน์ ลายจันทร์ และนายธนาวิทย์ จันทสุวรรณ์ ปลัดอำเภอเมืองสงขลา พร้อมด้วยกำลังพลเจ้าหน้าที่จากกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดสงขลา เพื่อเข้าดำเนินการตรวจสอบและจับกุมร่วมกัน ซึ่งการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จของการทำงานเชิงรุกในการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่
บุกตรวจค้นพูลวิลล่าหรู พบวัยรุ่นเต้นรำมั่วสุม
จากรายงานของเจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะที่คณะปฏิบัติการเข้าดำเนินการตรวจสอบภายในพูลวิลล่าแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา พบว่าเป็นบ้านพักสองชั้นขนาดใหญ่ มีสระว่ายน้ำส่วนตัวตั้งอยู่บริเวณหน้าบ้านพัก และมีกำแพงสูงล้อมรอบบริเวณบ้านทั้งหมด เป็นที่พักแบบปิดซึ่งให้ความเป็นส่วนตัวสูง เหมาะสำหรับการจัดงานปาร์ตี้หรือพักผ่อนของกลุ่มคนจำนวนมาก
เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในบ้านพัก พบกลุ่มวัยรุ่นชายและหญิงจำนวนมากกระจายตัวอยู่ตามห้องต่างๆ ทั่วบ้าน บางส่วนอยู่บริเวณสระว่ายน้ำ บางส่วนอยู่ในห้องนั่งเล่น และบางส่วนอยู่ตามห้องนอนชั้นบน ขณะนั้นมีการเปิดเพลงเสียงดัง และกลุ่มวัยรุ่นกำลังเต้นรำสนุกสนานกันอยู่ บรรยากาศภายในดูเหมือนกำลังมีการจัดปาร์ตี้ส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม เมื่องกลุ่มวัยรุ่นหันมาเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองเดินเข้ามา ต่างพากันตกใจและตื่นตระหนก หลายคนพยายามวิ่งหนีออกจากบ้านพัก พร้อมกับทิ้งของหลายอย่างลงพื้น โดยเฉพาะสิ่งของที่เป็นยาเสพติด ซึ่งเจ้าหน้าที่สังเกตเห็นว่ามีการทิ้งถุงซิปล็อกที่บรรจุผงสีขาวและยาเม็ดลงพื้นในหลายจุด
เจ้าหน้าที่จึงรีบปิดล้อมบริเวณทางออกทุกทาง ไม่ให้วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวหลบหนีออกจากบ้านพัก และสั่งให้หยุดเพลงที่กำลังเปิดอยู่ทันที ก่อนจะทำการตรวจค้นหาสิ่งของผิดกฎหมายอย่างละเอียดทั่วบริเวณบ้านพัก ทั้งภายในห้องต่างๆ บริเวณสระว่ายน้ำ และพื้นที่โดยรอบ
ตรวจค้นพบของกลางมากมาย อาวุธปืนและยาเสพติด
จากการตรวจค้นอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบกลุ่มวัยรุ่นชายและหญิงจำนวนทั้งสิ้น 53 ราย ซึ่งอยู่ภายในบ้านพักและพื้นที่โดยรอบ นอกจากนี้ยังพบของกลางที่สำคัญหลายรายการ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดี
อาวุธปืนและกระสุน – เจ้าหน้าที่ตรวจพบอาวุธปืนทั้งหมด 3 กระบอก ประกอบด้วย อาวุธปืนพกสั้นยี่ห้อ SIG SAUER รุ่น P365 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนพกสั้นยี่ห้อ PIETRO BERETTA รุ่น 92FS จำนวน 1 กระบอก และอาวุธปืนพกสั้นยี่ห้อ SIG SAUER รุ่น P328 จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนขนาด 9 มิลลิเมตร จำนวน 22 นัด และกระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 12 นัด โดยอาวุธปืนทั้งหมดพบจากบุคคลทั้งหมด 3 ราย ที่ถือครอบครองไว้โดยไม่มีใบอนุญาต
ยาเสพติดหลายประเภท – เจ้าหน้าที่พบยาเสพติดหลายประเภท ได้แก่ ยาเคตามีน ซึ่งเป็นยาในกลุ่มที่มีฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และยาอี (เอ็มดีเอ็มเอ) ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ โดยยาเสพติดเหล่านี้บรรจุอยู่ในถุงซิปล็อกหลายถุง ทั้งในรูปแบบผงสีขาวและยาเม็ด พบจากผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย ที่ครอบครองไว้
ซึ่งการครอบครองอาวุธปืนและกระสุนโดยไม่มีใบอนุญาต รวมถึงการครอบครองยาเสพติดให้โทษ ถือเป็นความผิดตามกฎหมายที่มีโทษจำคุกและปรับค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของคดีในครั้งนี้
ควบคุมตัวทั้งหมดไปสถานีตำรวจ ตรวจปัสสาวะพบบวกกว่า 30 ราย
หลังจากตรวจค้นเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัววัยรุ่นชายและหญิงทั้งหมด 53 ราย พร้อมของกลางต่างๆ ไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา เพื่อดำเนินการสอบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของผู้ต้องหาทั้งหมด เพื่อยืนยันว่ามีการเสพยาเสพติดหรือไม่
ผลการตรวจปัสสาวะปรากฏว่า มีผู้ตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะ หรือที่เรียกกันว่า “ฉี่ม่วง” จำนวนประมาณ 30 กว่าราย จากผู้ต้องหาทั้งหมด 53 ราย แสดงให้เห็นว่ามีการเสพยาเสพติดกันอย่างแพร่หลายในงานปาร์ตี้ครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
สำหรับผู้ที่ตรวจพบว่าเสพยาเสพติด จะถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษ ในขณะที่ผู้ที่พบว่าครอบครองยาเสพติดจะถูกดำเนินคดีในข้อหาครอบครองยาเสพติดให้โทษ และผู้ที่พบว่าครอบครองอาวุธปืนและกระสุนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน
เจ้าหน้าที่เผยความสำเร็จจากการบูรณาการหลายหน่วยงาน
พันตำรวจโทมนตรี เรืองพุทธ รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิบัติการ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงรายละเอียดของการจับกุมในครั้งนี้ว่า การปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตำรวจและฝ่ายปกครองในพื้นที่ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน
“การปฏิบัติการในครั้งนี้ประสบความสำเร็จได้ก็เพราะการแจ้งเบาะแสจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเห็นว่ามีกลุ่มวัยรุ่นเข้ามาเช่าพูลวิลล่าเพื่อมั่วสุมเสพยาเสพติด และมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย จึงได้แจ้งเบาะแสมายังเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้นเราจึงได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนธิกำลังเข้าดำเนินการตรวจค้นและจับกุม” พันตำรวจโทมนตรีกล่าว
พันตำรวจโทมนตรียังเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบวัยรุ่นชายและหญิงทั้งหมดประมาณ 53 ราย กำลังมีการเปิดเพลงเสียงดังและเต้นรำกันอยู่ภายในบ้านพัก มีการใช้สารเสพติดกันอย่างเปิดเผย บรรยากาศภายในคล้ายกับการจัดปาร์ตี้ส่วนตัว แต่มีการเสพยาเสพติดแทรกอยู่
ส่วนการตรวจค้นพบอาวุธปืนจากบุคคลทั้งหมด 3 ราย จำนวน 3 กระบอก และพบว่ามีผู้ครอบครองยาเสพติดจำนวน 5 ราย ในส่วนของการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะพบว่ามีผลเป็นบวก หรือที่เรียกว่า “ฉี่ม่วง” จำนวนประมาณ 30 กว่าราย จากผู้ต้องหาทั้งหมด แสดงให้เห็นว่ามีการเสพยาเสพติดในวงกว้าง
“ตอนนี้เราได้ทำบันทึกประจำวันเกี่ยวกับการจับกุมแล้ว และจะดำเนินการสอบสวนเพื่อขยายผลต่อไป เพื่อหาตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังการจัดงานปาร์ตี้ครั้งนี้ รวมถึงแหล่งที่มาของยาเสพติดและอาวุธปืน จากนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดทุกรายอย่างเคร่งครัด” พันตำรวจโทมนตรีกล่าวทิ้งท้าย
พื้นที่เป้าหมายในการปราบปรามยาเสพติด
การจับกุมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดสงขลาที่ยังคงมีความรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะรวมตัวกันจัดปาร์ตี้และมั่วสุมเสพยาเสพติด การเช่าบ้านพักหรือพูลวิลล่าเพื่อใช้เป็นสถานที่มั่วสุมเป็นรูปแบบหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อยขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
จังหวัดสงขลาถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำคัญในการปราบปรามยาเสพติด เนื่องจากมีทั้งปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน การผลิต การจำหน่าย และการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ ทางจังหวัดจึงได้มีการกำหนดนโยบายในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดสงขลา เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน
นอกจากนี้ยังมีการขอความร่วมมือจากภาคประชาชนในการเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งในกรณีนี้ก็เป็นผลมาจากการแจ้งเบาะแสของประชาชนในพื้นที่ที่เห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัย จึงทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการจับกุมได้ทันท่วงที
ขั้นตอนการดำเนินคดีและโทษตามกฎหมาย
หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด โดยแยกตามลักษณะความผิดที่แต่ละคนกระทำ ซึ่งประกอบด้วย
ความผิดฐานเสพยาเสพติด – สำหรับผู้ที่ตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะจำนวน 30 กว่าราย จะถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษ ตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม หากผู้กระทำความผิดยินดีเข้ารับการบำบัดรักษา อาจได้รับการพิจารณาให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เพื่อเข้ารับการบำบัดรักษาแทนการลงโทษ
ความผิดฐานครอบครองยาเสพติด – สำหรับผู้ที่พบว่าครอบครองยาเสพติดจำนวน 5 ราย จะถูกดำเนินคดีในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาอี) ตามมาตรา 15 และยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 (ยาเคตามีน) ตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีโทษที่แตกต่างกันตามประเภทและปริมาณของยาเสพติด โดยทั่วไปมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทและปริมาณของยาเสพติดที่พบ
ความผิดฐานครอบครองอาวุธปืน – สำหรับผู้ที่พบว่าครอบครองอาวุธปืนและกระสุนโดยไม่มีใบอนุญาตจำนวน 3 ราย จะถูกดำเนินคดีในความผิดฐานมีอาวุธปืนหรือกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังจะขยายผลการสอบสวนเพื่อหาผู้ที่เป็นแหล่งจำหน่ายยาเสพติดและอาวุธปืน รวมถึงผู้ที่จัดหาสถานที่หรือให้ความสะดวกในการมั่วสุมเสพยาเสพติด ซึ่งอาจมีความผิดตามกฎหมายเพิ่มเติม
ข้อคิดและบทเรียนจากคดีนี้
คดีการจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลายประเด็นสำคัญที่สังคมควรให้ความสนใจ ประการแรกคือปัญหายาเสพติดในกลุ่มวัยรุ่นที่ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังและมีแนวโน้มขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะการเสพยาเสพติดในรูปแบบปาร์ตี้หรือการรวมกลุ่มสังสรรค์ ซึ่งมักจะมีการเสพยาเสพติดแบบกลุ่ม
ประการที่สองคือการใช้สถานที่พักตากอากาศหรือพูลวิลล่าเป็นสถานที่มั่วสุมเสพยาเสพติด ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากสถานที่เหล่านี้มักจะตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือมีความเป็นส่วนตัวสูง ทำให้ผู้เสพคิดว่าจะไม่ถูกจับกุมได้ง่าย อย่างไรก็ตาม กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ยังคงสามารถเข้าตรวจสอบและจับกุมได้
ประการที่สามคือบทบาทของประชาชนในการเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งในกรณีนี้หากไม่มีการแจ้งเบาะแสจากประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่อาจไม่ทราบเหตุการณ์และไม่สามารถเข้าจับกุมได้ทันท่วงที การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการปราบปรามยาเสพติด
ประการสุดท้ายคือการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ฝ่ายปกครอง และกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการทำงานร่วมกันในการปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะคดีที่มีขนาดใหญ่และมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากเช่นนี้
มาตรการป้องกันและแนวทางแก้ไขปัญหา
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาในหลายมิติ ได้แก่
ด้านการป้องกัน – ควรมีการรณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับโทษและพิษภัยของยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและวัยรุ่น ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งโรงเรียน ชุมชน และสื่อออนไลน์ นอกจากนี้ยังควรส่งเสริมกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์สำหรับเยาวชน เพื่อให้มีทางเลือกในการใช้เวลาว่างที่เป็นประโยชน์
ด้านการปราบปราม – ควรมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและติดตามสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น บ้านพัก พูลวิลล่า หรือสถานที่ให้เช่าระยะสั้น โดยอาจมีการประสานความร่วมมือกับเจ้าของสถานที่เพื่อช่วยสอดส่องดูแล นอกจากนี้ยังควรมีการขยายผลการจับกุมเพื่อหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังและตัดวงจรการค้ายาเสพติด
ด้านการบำบัดรักษา – สำหรับผู้เสพที่ถูกจับกุม ควรได้รับการประเมินและคัดกรองเพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้เสพที่เป็นครั้งแรกหรือเสพในระดับไม่รุนแรง อาจได้รับโอกาสในการเข้ารับการบำบัดแทนการถูกลงโทษ เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติในสังคมได้
ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน – ควรส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติดในพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งในการต่อต้านยาเสพติด โดยมีการจัดอบรมให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชนในชุมชน
บทสรุป
การจับกุมปาร์ตี้ยาในพูลวิลล่าที่จังหวัดสงขลาครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการปราบปรามยาเสพติด โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวนมากถึง 53 ราย พร้อมของกลางที่เป็นอาวุธปืนและยาเสพติดหลายรายการ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการทำงานของเจ้าหน้าที่และความร่วมมือจากประชาชน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหายาเสพติดในกลุ่มวัยรุ่นที่ยังคงมีความรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหา ตั้งแต่การป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดตั้งแต่แรก การปราบปรามผู้ค้าและผู้จำหน่ายยาเสพติดอย่างเข้มงวด ไปจนถึงการบำบัดรักษาผู้เสพให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติในสังคมได้
สำหรับคดีนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสอบสวนและบันทึกข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหาทุกรายแล้ว และจะส่งสำนวนคดีให้อัยการพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ขณะเดียวกันก็จะมีการขยายผลการสอบสวนเพื่อติดตามจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแหล่งจำหน่ายยาเสพติดและอาวุธปืน เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติดหรือกิจกรรมที่น่าสงสัย โดยสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือศูนย์ปราบปรามยาเสพติดจังหวัดสงขลา หรือผ่านสายด่วน 191 โดยเจ้าหน้าที่จะรักษาความลับของผู้แจ้งเบาะแสอย่างเคร่งครัด และหากข้อมูลนำไปสู่การจับกุมได้ ผู้แจ้งจะได้รับเงินรางวัลตามที่กำหนด
การแก้ไขปัญหายาเสพติดจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ต้องมีประสิทธิภาพและความมุ่งมั่น การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส และที่สำคัญคือการสร้างความตระหนักและให้ความรู้แก่เยาวชนเกี่ยวกับพิษภัยของยาเสพติด เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนหลงผิดและเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะเยาวชนคืออนาคตของชาติ และเราทุกคนมีหน้าที่ร่วมกันปกป้องและดูแลให้เยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพในสังคม
หมายเหตุ: ประชาชนที่มีข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 191 หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน โดยเจ้าหน้าที่จะเก็บรักษาความลับของผู้ให้ข้อมูล และผู้ให้ข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมจะได้รับเงินรางวัลตามระเบียบที่กำหนด