ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางออนไลน์ได้ทำการจับกุมชายวัย 59 ปี ที่ตระเวนล่อลวงเด็กชายกลุ่มเปราะบาง นำไปทำอนาจารและบันทึกภาพเผยแพร่ผ่านระบบคลาวด์
การจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายเจตน์ษดา อายุ 59 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ได้สำเร็จที่บ้านพักในพื้นที่เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร โดยมีของกลางที่ยึดได้ ประกอบด้วยโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง ซึ่งภายในเก็บหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงกับการกระทำผิดหลายประการ
พลตำรวจตรี ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการกองตรวจการณ์เทคโนโลยี กล่าวว่า คดีนี้เริ่มต้นจากที่หน่วยงานตำรวจไทยได้รับข้อมูลสำคัญจากศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเด็กชายและเด็กถูกละเมิดแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (National Center for Missing & Exploited Children – NCMEC) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่ติดตามและรายงานการแพร่กระจายของสื่อลามกอนาจารเด็กทั่วโลก
การติดตามและสืบสวนจากข้อมูลระหว่างประเทศ
จากการตรวจสอบของศูนย์ดังกล่าวพบว่ามีผู้ใช้บัญชีหนึ่งได้ทำการอัพโหลดภาพถ่ายและวิดีโอที่มีลักษณะเป็นการล่วงละเมิดทางเพศเด็กจำนวนมากเข้าสู่ระบบคลาวด์ (Cloud Storage) ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิคพบว่าที่อยู่ไอพีแอดเดรส (IP Address) ของผู้ใช้บัญชีดังกล่าวระบุตำแหน่งอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย องค์กร NCMEC จึงได้ประสานข้อมูลมายังหน่วยงานตำรวจไซเบอร์ของไทยเพื่อดำเนินการสืบสวนและจับกุมตามกระบวนการทางกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด ติดตามพฤติกรรมการใช้งานออนไลน์และเส้นทางการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จนสามารถระบุตัวตนและที่อยู่ของผู้ต้องหาได้ จากนั้นจึงได้ยื่นขอหมายจับจากศาลอาญาและดำเนินการจับกุมตัวผู้ต้องหาได้สำเร็จที่บ้านพักในเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร
พบหลักฐานสื่อลามกอนาจารเด็กนับพันไฟล์
หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจค้นและยึดโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาจำนวน 2 เครื่อง เพื่อนำมาตรวจสอบข้อมูลภายในอย่างละเอียด ผลการตรวจสอบพบหลักฐานที่น่าตกใจ โดยภายในอุปกรณ์ทั้งสองเครื่องมีไฟล์สื่อลามกอนาจารเด็กจำนวนมาก ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอคลิป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กในรูปแบบต่างๆ
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบปากคำผู้ต้องหา นายเจตน์ษดาได้ให้การรับสารภาพว่าตนเองครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเหล่านั้นจริง และที่สำคัญกว่านั้นคือได้ให้การรับสารภาพเพิ่มเติมว่าตนเองได้ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กในชีวิตจริงด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ครอบครองสื่อลามกเท่านั้น
รูปแบบการกระทำผิด: ล่อลวงเด็กกลุ่มเปราะบาง
จากการสอบสนธนต่อเนื่อง ผู้ต้องหาได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการและกลุ่มเป้าหมายของการกระทำผิดว่า ตนมีพฤติกรรมการตระเวนไปตามปั๊มน้ำมันต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือเด็กชายที่อยู่ในภาวะเปราะบาง ได้แก่ เด็กชายที่ออกมาขายพวงมาลัยตามสี่แยกไฟแดงและบริเวณปั๊มน้ำมัน หรือเด็กเร่ร่อนที่ไม่มีผู้ดูแล
ผู้ต้องหาจะใช้วิธีการเข้าหาเด็กเหล่านี้ด้วยการสร้างความสนิทสนม แสดงความเป็นมิตร และนำเสนอสิ่งจูงใจต่างๆ เพื่อล่อลวงให้เด็กติดตามไปยังสถานที่ที่ผู้ต้องหาเตรียมไว้ เมื่อเด็กตกเป็นเหยื่อและติดตามไปแล้ว ผู้ต้องหาจะกระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กเหล่านั้น พร้อมทั้งบันทึกภาพและวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน
หลังจากการกระทำความผิดเสร็จสิ้น ผู้ต้องหาจะให้เงินหรือสิ่งของเป็นค่าตอบแทนแก่เด็กที่ตกเป็นเหยื่อ ทั้งนี้เพื่อเป็นการปิดปากและสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ยินยอมโดยสมัครใจ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วเด็กเหล่านี้อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถให้ความยินยอมได้อย่างแท้จริง เนื่องจากอายุยังไม่บรรลุนิติภาวะและอยู่ในสภาพที่ถูกครอบงำด้วยอำนาจเหนือกว่าของผู้ใหญ่
การดำเนินคดีตามกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการแจ้งข้อหากับผู้ต้องหาหลายข้อหา ได้แก่ ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกอนาจาร, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/1 กรณีกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี, และอาจมีความผิดเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ในกรณีที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงขยายผลการสืบสวนต่อไปเพื่อระบุตัวตนของเด็กที่ตกเป็นเหยื่อจากภาพและวิดีโอที่พบในโทรศัพท์มือถือ เพื่อประสานงานกับหน่วยงานสวัสดิการสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูเด็กเหล่านั้นต่อไป นอกจากนี้ยังตรวจสอบว่าผู้ต้องหามีการเผยแพร่หรือแลกเปลี่ยนสื่อลามกเหล่านี้กับผู้อื่นหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำดังกล่าว จะมีการขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
เปิดโปงขบวนการเปิดกลุ่มลับขายคลิปลามกออนไลน์ จับหนุ่ม-สาว 2 ราย
นอกจากคดีการล่วงละเมิดเด็กแล้ว ในการแถลงข่าวครั้งเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้เปิดเผยการจับกุมผู้ต้องหาอีก 2 รายในข้อหาเปิดกลุ่มลับขายคลิปลามกออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นรูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังแพร่ระบาดและสร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างมาก
จับกุมผู้ต้องหารายที่หนึ่ง: “Call joy” แพร่สื่อลามกและแนบลิงก์เว็บพนัน
เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 บก.สอท.2 ได้เข้าดำเนินการจับกุมนายศรราม อายุ 25 ปี ได้สำเร็จที่บริเวณอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งผู้ต้องหารายนี้เป็นเจ้าของบัญชีในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใช้ชื่อว่า “Call joy (ไม่นัด ตอบแค่แอคล็อค)” โดยบัญชีดังกล่าวมีจำนวนผู้ติดตามมากถึงกว่า 9,000 คน แสดงให้เห็นถึงขอบเขตของการแพร่กระจายที่กว้างขวาง
จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหามีพฤติกรรมการดำเนินการที่ซับซ้อนหลายลักษณะ โดยได้ลักลอบเผยแพร่สื่อลามกผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียของตน ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกอนาจารที่บุคคลทั่วไปอาจเข้าถึงได้
นอกจากการเผยแพร่สื่อลามกแล้ว ผู้ต้องหายังได้แนบลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์พนันออนไลน์ไว้ในโพสต์ต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ในข้อหาเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนักรับพนันโดยการส่งข้อมูลผ่านระบบคอมพิวเตอร์ การผสมผสานระหว่างเนื้อหาลามกกับการโฆษณาเว็บพนันนี้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ผิดกฎหมายแต่มักพบเห็นในโลกออนไลน์
รูปแบบการหารายได้: เปิดกลุ่มลับเก็บค่าสมาชิก
ที่สำคัญกว่านั้นคือผู้ต้องหาได้สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องจากการเปิดกลุ่มลับบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยเรียกเก็บค่าสมาชิกในราคา 399 บาทต่อเดือน สมาชิกที่ชำระเงินจะสามารถเข้าถึงเนื้อหาลามกที่มีความโจ่งแจ้งมากกว่าที่เผยแพร่สาธารณะ รวมถึงคลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่มีเนื้อหารุนแรงกว่า รูปแบบการดำเนินการแบบนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนที่มีระบบและมีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
จับกุมผู้ต้องหารายที่สอง: “น้องอะตอม” ผู้มีผู้ติดตามมากกว่า 13,000 คน
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้จับกุมนางสาวพีรดา อายุ 25 ปี ได้สำเร็จที่ตำบลบ่างบ่อ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งผู้ต้องหารายนี้เป็นเจ้าของบัญชีในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใช้ชื่อว่า “น้องอะตอม” โดยบัญชีดังกล่าวมีจำนวนผู้ติดตามมากถึงกว่า 13,000 คน ซึ่งมากกว่าผู้ต้องหารายแรก แสดงให้เห็นถึงความนิยมและการเข้าถึงที่กว้างขวางยิ่งขึ้น
พฤติกรรมการกระทำความผิดของผู้ต้องหารายนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับผู้ต้องหารายแรก โดยได้เผยแพร่คลิปวิดีโอลามกอนาจารแบบสาธารณะผ่านบัญชีโซเชียลมีเดีย เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้งานทั่วไป จากนั้นจึงเสนอให้สมาชิกที่สนใจเข้าร่วมกลุ่มลับโดยเรียกเก็บค่าสมาชิกในราคา 399 บาทต่อเดือน เช่นเดียวกับผู้ต้องหารายแรก
การยึดของกลางและขยายผลคดี
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการแจ้งข้อหาทั้งสองรายในความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกอนาจาร ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และอาจมีความผิดเพิ่มเติมหากตรวจพบว่ามีการเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดเด็ก
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ทำการตรวจยึดของกลางที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและแล็ปท็อป และอุปกรณ์บันทึกข้อมูลต่างๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์และเมมโมรีการ์ด จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีคลิปวิดีโอและภาพถ่ายลามกจำนวนมากถูกบันทึกไว้ในอุปกรณ์เหล่านี้
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เก็บรักษาของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี และจะทำการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อติดตามแหล่งที่มาของสื่อลามกเหล่านี้ ตลอดจนระบุตัวตนของบุคคลที่ปรากฏในสื่อดังกล่าวว่าเป็นผู้เยาว์หรือไม่ หากพบว่ามีเด็กหรือผู้เยาว์เกี่ยวข้อง จะมีการดำเนินคดีในข้อหาที่รุนแรงยิ่งขึ้น
การขยายผลและบทเรียนจากคดี
ความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก การที่ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเด็กชายและเด็กถูกละเมิดแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาได้ติดตามและแจ้งข้อมูลมายังหน่วยงานตำรวจไทย แสดงให้เห็นถึงระบบเฝ้าระวังระดับโลกที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง
องค์กร NCMEC ได้ทำงานร่วมกับบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ทั่วโลก เพื่อตรวจจับและรายงานสื่อลามกอนาจารเด็กที่มีการอัพโหลดหรือแชร์ผ่านระบบของพวกเขา เมื่อพบเนื้อหาที่น่าสงสัย องค์กรจะติดตามที่อยู่ไอพีและข้อมูลทางเทคนิคอื่นๆ แล้วประสานไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบางที่ตกเป็นเหยื่อง่าย
คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสังคมที่สำคัญคือการที่เด็กในภาวะเปราะบาง เช่น เด็กเร่ร่อนและเด็กที่ต้องออกมาหาเลี้ยงชีพด้วยตนเองในวัยยังเยาว์ กลายเป็นเป้าหมายที่ง่ายของผู้มีเจตนาร้าย เด็กเหล่านี้มักขาดการคุ้มครองจากครอบครัวและสังคม ทำให้สามารถถูกล่อลวงได้ง่ายด้วยเงินหรือสิ่งของเพียงเล็กน้อย
นักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาเด็กหลายท่านได้ชี้ให้เห็นว่า เด็กที่อยู่ในสภาวะยากลำบากทางเศรษฐกิจ ขาดการศึกษา และไม่มีผู้ดูแลที่เหมาะสม มักมีความเปราะบางทางจิตใจและง่ายต่อการถูกครอบงำ พวกเขาอาจไม่สามารถประเมินอันตรายหรือปฏิเสธคำเสนอที่ไม่เหมาะสมได้อย่างเด็กทั่วไปที่มีพื้นฐานครอบครัวที่ดี
การแก้ปัญหานี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบด้านสวัสดิการสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพและให้ความช่วยเหลือเด็กเหล่านี้อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการศึกษา อาหาร ที่พักพิง และโอกาสในการพัฒนาตนเอง
ปัญหาการแพร่ระบาดของสื่อลามกออนไลน์
สำหรับคดีการเปิดกลุ่มลับขายคลิปลามกออนไลน์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่กำลังทวีความรุนแรงในสังคมไทย นั่นคือการแพร่ระบาดของสื่อลามกผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แม้ว่าแพลตฟอร์มต่างๆ จะมีนโยบายห้ามการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม แต่ผู้กระทำความผิดก็ยังสามารถหาช่องทางหลบเลี่ยงได้หลายวิธี เช่น การใช้การเข้ารหัส การสร้างกลุ่มส่วนตัว หรือการเปลี่ยนชื่อบัญชีบ่อยครั้ง
นอกจากนี้ รูปแบบการดำเนินการที่มีการเรียกเก็บค่าสมาชิกยังแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาเป็นธุรกิจที่มีเป้าหมายหารายได้ ไม่ใช่แค่การแชร์เนื้อหาระหว่างบุคคลเท่านั้น การที่มีผู้ติดตามหลายพันคนและยินดีจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงเนื้อหา แสดงให้เห็นว่ามีตลาดและอุปสงค์ที่สำคัญสำหรับสื่อประเภทนี้
มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งพัฒนามาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมประเภทนี้ ได้แก่
- การพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับอัตโนมัติ: การใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ในการสแกนและตรวจจับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์มออนไลน์
- การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่: การพัฒนาทักษะของเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ให้สามารถสืบสวนคดีในโลกดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อาชญากรนำมาใช้
- การสร้างความตระหนักรู้สาธารณะ: การรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจถึงอันตรายของสื่อลามกและผลกระทบต่อผู้เสียหาย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองตนเองและบุตรหลานในโลกออนไลน์
- การประสานงานกับแพลตฟอร์มออนไลน์: การทำงานร่วมกับบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อพัฒนากลไกการตรวจสอบและลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- การเสริมสร้างระบบคุ้มครองเด็ก: การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมให้สามารถเข้าถึงและช่วยเหลือเด็กกลุ่มเปราะบางได้อย่างทั่วถึง เพื่อลดโอกาสที่เด็กเหล่านี้จะตกเป็นเหยื่อ
บทลงโทษตามกฎหมาย
ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกอนาจาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/1 กรณีกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสี่แสนบาท และหากมีการบันทึกภาพหรือวิดีโอไว้ จะมีความผิดเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรงยิ่งขึ้น
คำเตือนสำหรับประชาชน
พลตำรวจตรี ทรงกลด เกริกกฤตยา ได้ให้ข้อคิดกับประชาชนว่า ในยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย ผู้ปกครองควรให้ความสนใจดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ควรสร้างความเข้าใจให้เด็กทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการสื่อสารกับคนแปลกหน้าทางออนไลน์
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้ประชาชนทั่วไปช่วยกันเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสหากพบเห็นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมหรือสงสัยว่ามีการล่วงละเมิดเด็ก สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Cyber Crime Report ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
การดำเนินคดีครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งในการปราบปรามอาชญากรรมทางเพศต่อเด็กและการแพร่กระจายสื่อลามกออนไลน์ แต่ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวังและปกป้องเด็กและเยาวชนของชาติให้ปลอดภัยจากอาชญากรรมประเภทนี้ต่อไป
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศต่อเด็กและการแพร่ระบาดของสื่อลามกออนไลน์ หากท่านพบเห็นเหตุการณ์หรือพฤติกรรมที่น่าสงสัย กรุณาแจ้งเบาะแสไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที