วงการบันเทิงไทยเดือดดาล เมื่อความขัดแย้งเรื่องลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ดังอย่าง “บุปผาราตรี” ระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ระหว่างผู้กำกับต้นฉบับ “ต้อม ยุทธเลิศ” กับค่ายภาพยนตร์ชื่อดัง “Be On Cloud” ของ “ปอนด์ กฤษดา” จนกลายเป็นกระแสร้อนที่ส่ายไปทั่วโซเชียลมีเดีย พร้อมมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวแบบเผ็ดร้อน จนทำให้บรรยากาศวงการหนังไทยตึงเครียดไปทั้งวงการ
จุดเริ่มต้นของความขุ่นเคือง
ปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อต้นปี 2568 เมื่อมีการแถลงข่าวว่าภาพยนตร์ “บุปผาราตรี มาลีรัตติกาล” จะกลับมาในปี 2026 ภายใต้ชื่อใหม่ “บุปผา” (Buppha The Movie) โดยค่าย Be On Cloud ของ “ปอนด์ กฤษดา” มี “พิง ลำพระเพลิง” เป็นผู้กำกับ และได้เผยรายชื่อนักแสดงหลัก 5 คน ประกอบด้วย อาโป ณัฐวิญญ์, เจษ เจษฎ์พิพัฒ, อิงฟ้า วราหะ, ฟรีน สโรชา และ แจ๊ส ชวนชื่น (ผดุง ทรงแสง)
เหตุการณ์เริ่มบานปลายเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 หลังจากมีข่าวการเปิดตัวนักแสดงหลักของภาพยนตร์ “บุปผา” จาก Be On Cloud แพร่หลายออกไป ซึ่งกลายเป็นจุดชนวนให้เจ้าของผลงานต้นฉบับออกมาเตือนอย่างรุนแรง
“ต้อม ยุทธเลิศ” ออกโรงเตือนครั้งแรก
“ต้อม ยุทธเลิศ” นักเขียนบท-ผู้กำกับชื่อดัง เจ้าของผลงาน “บุปผาราตรี” ได้โพสต์เตือนครั้งแรกผ่านโซเชียลมีเดีย โดยแจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนว่า ตนคือเจ้าของลิขสิทธิ์และจักรวาลของภาพยนตร์ “บุปผาราตรี” แต่เพียงผู้เดียวบนโลกใบนี้ และไม่เคยอนุญาตให้ใครนำไปทำภาคต่อ
ต้อม ยืนยันว่ามีเพียงครั้งเดียวที่อนุญาตให้ทำใหม่คือ “บุปผาราตรี เดอะมิวสิคัล” ซึ่งขอลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับในรูปแบบภาพยนตร์ภาคต่อนั้น ไม่มีอยู่จริง ที่จะมีคือ “Buppha in New York” หรือ “บุปผาราตรี 5” ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาบท
ผู้กำกับดังยังย้ำว่า ตนยังคงอยู่ในตำแหน่งเขียนบท กำกับภาพยนตร์ และเจ้าของจักรวาลบุปผาแต่เพียงผู้เดียว พร้อมกับฝากเตือนคนที่คิดจะ “เคลม” ให้หยุดการกระทำดังกล่าว โดยถือว่าได้ให้คำเตือนแล้ว
“ปอนด์ กฤษดา” โต้กลับพร้อมหลักฐาน
หลังจากคำเตือนของ ต้อม ยุทธเลิศ “ปอนด์ กฤษดา” เจ้าของค่าย Be On Cloud ก็ไม่นิ่งนอนใจ โดยออกมาเคลื่อนไหวผ่านทาง X (Twitter) ด้วยข้อความที่ระบุว่า ในชีวิตไม่เคยมีครั้งไหนที่ละเมิดลิขสิทธิ์และไม่ชอบให้ใครมาละเมิดลิขสิทธิ์
ปอนด์ยืนยันว่าสำหรับโปรเจกต์ที่ต้องขออนุญาตใช้สิทธิ์ ตนได้ทำสัญญาขออนุญาตใช้สิทธิ์ในชื่อเรื่องและเค้าโครงเรื่องอย่างเป็นทางการ และได้ชำระเงินค่าตอบแทนในการใช้สิทธิ์ถึงบริษัทที่ถือลิขสิทธิ์โดยตรงตั้งแต่แรกเริ่ม พร้อมทั้งมีหลักฐานในการดำเนินงานเป็นลายลักษณ์อักษร
Be On Cloud ออกแถลงการณ์ฉบับเต็ม
เมื่อสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น บริษัท บี ออน คลาวด์ จำกัด ได้ออกแถลงการณ์ฉบับเต็มเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการภาพยนตร์ “บุปผา”
การชี้แจงประเด็นหลัก
ในแถลงการณ์ระบุว่า โครงการภาพยนตร์ “บุปผา” ได้รับการพัฒนาภายใต้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในชื่อเรื่องและเค้าโครงเรื่องอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรกับ บริษัท ฟิล์มรีพับบลิค จำกัด ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยสัญญาดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ
ประเด็นการสื่อสารว่า “ไม่ใช่ภาคต่อ”
บริษัทตระหนักดีและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่า ภาพยนตร์ “บุปผา” จะถูกนำเสนอในฐานะภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นใหม่โดยสมบูรณ์ และไม่ใช่ภาคต่อ (Sequel) ของภาพยนตร์ “บุปผาราตรี” แต่อย่างใด
การสร้างเอกลักษณ์ใหม่
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการนำแรงบันดาลใจจาก “ชื่อและเค้าโครงเรื่อง” ที่ได้รับอนุญาต มาตีความและสร้างสรรค์ผ่านมุมมองของผู้กำกับและทีมงานชุดใหม่ เพื่อให้เกิดเป็นผลงานที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง โดยได้ดำเนินการออกแบบอัตลักษณ์ของภาพยนตร์ขึ้นใหม่ทั้งหมด รวมถึงการใช้ตัวอักษร (ฟอนต์) ของชื่อเรื่องที่แตกต่างจากต้นฉบับอย่างชัดเจน
การตอบโต้ข่าวที่ผิดพลาด
สำหรับกระแสข่าวที่เกิดขึ้นจากสื่อหรือบุคคลภายนอกที่ใช้คำว่า “รีบูท” หรือ “ภาคต่อ” บริษัทยืนยันว่า มิได้เกิดขึ้นจากการสื่อสารอย่างเป็นทางการของบริษัท และเมื่อรับทราบถึงความคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง ทางบริษัทได้ดำเนินการติดต่อไปยังเพจดังกล่าวเพื่อขอให้มีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องโดยเร็วที่สุด
การเตือนเรื่องเอกสารเก่า
บริษัทได้เตือนเรื่องการนำเอกสารซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจรจาทางธุรกิจ อันเป็นสัญญาฉบับเก่าที่ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว มาเผยแพร่สู่สาธารณะ โดยชี้แจงว่าเอกสารดังกล่าวไม่ใช่สัญญาฉบับที่ใช้ในปัจจุบัน และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อโครงการนี้ การกระทำในลักษณะดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและขัดต่อหลักการปฏิบัติทางธุรกิจที่ดี
ขู่ดำเนินการทางกฎหมาย
เพื่อปกป้องสิทธิ์อันชอบธรรมและความไว้วางใจที่สาธารณชนมีต่อโครงการ บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม เพื่อระงับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อไป
“ต้อม ยุทธเลิศ” ตอบโต้รอบที่สอง
วันที่ 25 สิงหาคม 2568 “ต้อม ยุทธเลิศ” ได้โพสต์เตือนครั้งที่ 2 ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยออกมาชี้แจงรายละเอียดเบื้องหลังการให้สิทธิ์ใช้ชื่อ “บุปผาราตรี” อย่างครบถ้วน
เรื่องราวเบื้องหลังการให้สิทธิ์
ต้อม เผยว่าเมื่อสักปีกว่าที่ผ่านมา “พิง ลำพระเพลิง” ได้โทรศัพท์มาขอใช้ชื่อ “บุปผาราตรี” โดยถามว่าจะคิดเท่าไหร่ เมื่อต้อมถามกลับว่าทำไมไม่คิดชื่อใหม่ พิงตอบว่า “ถ้าคิดใหม่นายทุนจะไม่ให้เงิน”
เนื่องจากเห็นว่าพิงเป็นเพื่อนและคงลำบาก ต้อมจึงเซ็นสัญญาให้ใช้เป็นเวลา 2 ปี โดยมีข้อแม้ในสัญญาว่า หนังที่จะลงทุนจะชื่ออะไรก็ได้ แต่พิงต้องเป็นผู้กำกับเท่านั้น
การแก้ไขสัญญาครั้งที่ 2
หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง พิงได้ติดต่อกลับมาอีกครั้งบอกว่าหนังยังไม่ได้เปิดกล้อง เพราะทุนเดิมไม่พอ ต้องขอทุนใหม่ แต่นายทุนใหม่ขอแก้สัญญา ขอใส่ชื่อตัวเองต่อท้ายชื่อนายทุนเดิมในการถือครองสิทธิ์ร่วมกัน
ต้อมบอกว่าตนสงสารเพื่อน เพราะถ้าไม่เซ็นพิงก็จะลำบาก จึงเซ็นใหม่ให้โดยไม่ได้เรียกร้องค่าลิขสิทธิ์เพิ่ม แต่เมื่อมีการเปิดตัวหนังอย่างยิ่งใหญ่ กลับพบว่า “นักเคลมหน้าใหม่” นั่งคู่ผู้กำกับพิง แต่ไร้ชื่อนายทุนเดิมผู้ถือลิขสิทธิ์ร่วม และไร้การสื่อสารที่ชัดเจนตามสัญญาที่ว่าหนังไม่ใช่ภาคต่อของ “บุปผาราตรี”
จุดแตกหัก
สิ่งที่ต้อมรับไม่ได้คือ เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีคนส่งข่าวมาให้ว่า “นักเคลมหน้าใหม่” ได้ออกข่าวเปลี่ยนชื่อใหม่ เปลี่ยนนักแสดงใหม่ ลบทิ้งเรื่องเก่า แล้วไม่เอาพิงกำกับอีกต่อไป ซึ่งนี่คือสิ่งที่ต้อมรับไม่ได้
การประกาศสงคราม
ต้อม ยุทธเลิศ บอกว่าตนรู้ว่าพิงเป็นคนดี ดีจนไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ และนั่นคือเหตุให้ตนต้องออกมาเตือน แต่อีกฝ่ายกลับขู่จะฟ้อง ซึ่งถ้าจะเลือกทางนี้ ตนก็พร้อมจะจัดให้
ต้อมให้อีกฝ่ายกลับไปอ่านสัญญาที่ถืออยู่ให้ดี ตั้งแต่ที่เอาพิงออก ก็ได้ทำผิดสัญญาฉบับนั้นไปเรียบร้อยแล้ว สัญญานั้นถือเป็นโมฆะ และไม่ใช่สัญญาที่ถูกต้อง และตนผู้อนุญาตมีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายได้
คำขู่ขั้นสุดท้าย
ต้อมประกาศว่านับจากนี้ อีกฝ่ายไม่มีสิทธิ์ใช้ชื่อ “บุปผา” อีกต่อไป และถ้าดึงดันจะใช้ชื่อ “บุปผา” ต่อ ไม่ว่าจะเป็น “บุปผา” อะไรก็ตามแต่ ให้เตรียมรับหมายศาลและเงินประกันตัวไว้ได้เลย และไม่ว่าใครก็ตามที่แชร์ข้อความอันเป็นเท็จของอีกฝ่าย ต้อมจะจัดการให้หมด
“ปอนด์ กฤษดา” ตอบโต้เชิงอารมณ์
หลังจากมีดราม่าร้อน “ปอนด์ กฤษดา” ได้ออกมาทวิตข้อความผ่าน X อีกครั้งด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยอารมณ์ว่า “พวกเราตั้งใจดี และเต็มที่ทุกคน เราเคารพทุกอย่างทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง บุปผาราตรี”
ปอนด์เชื่อเสมอว่าตำนานคือสิ่งที่ไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้อีก สิ่งที่ทำได้คือการนำแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่นั้นมาตีความในมุมมองของตนเพื่อสร้างสรรค์เป็นผลงานชิ้นใหม่ขึ้นมา
การสนับสนุน “พิง ลำพระเพลิง”
นี่คือเหตุผลที่ทีมงานตัดสินใจตีความและเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้รับสิทธิ์มาอย่างถูกต้อง เพื่อให้ผลงานที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งใหม่จริงๆ ที่ยังคงมีจิตวิญญาณเดิมที่รักและเคารพ โดยไม่กระทบต่อความทรงจำที่ดีที่ทุกคนมีต่อต้นฉบับ
การใช้ชื่อ “บุปผา” ก็เช่นกัน ตนและทีมนี่คือภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นใหม่จากกลุ่มคนที่มีศรัทธาในหนังไทย และเป็นแฟนตัวยงของ “บุปผาราตรี” มาก่อน
“ผู้กำกับเลว” เข้าร่วมสนามรบ
สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อแอ็กเคาต์ “ผู้กำกับเลว” ได้โพสต์บทสนทนาที่อ้างว่าเป็นการสนทนาระหว่างบุคคลต่างๆ ในวงการ โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน
ตอนที่ 1 เป็นบทสนทนาของ แจ๊ส, ดาว, ยุทธ และ แจง ซึ่งแจ๊สบอกว่าไม่เห็นพิงในกอง ดาวบอกว่าพิงน่าสงสาร ยุทธจึงถามว่าทำไมพิงไม่ได้กำกับ แจ๊สบอกว่าถ้ารู้ว่าพิงไม่ได้กำกับตนก็จะไม่เล่น ยุทธจึงบอกว่าแต่ชื่อของแจ๊สเป็นผู้อำนวยการสร้าง และแจงบอกว่า “เขาไปใส่เอง ไม่ได้บอกเรา”
ตอนที่ 2 เป็นบทสนทนาของยุทธกับพิงว่าเกิดอะไรขึ้น พิงบอกว่าตนไม่ได้กำกับแล้ว ยุทธถามต่อว่า “เขารู้รึเปล่า ไม่มีพิงหนังไปต่อไม่ได้” พิงบอกว่า “เขาบอก หนังไปต่อได้โดยไม่ต้องมีพิง” และยังบอกให้ยุทธใจเย็นๆ มีอะไรให้ตนช่วย ยุทธสวนกลับว่า “จะช่วยอะไรได้ โดนขนาดนี้ยังไปกดไลก์อีกฝ่ายอยู่เลย”
“พิง ลำพระเพลิง” ระเบิดอารมณ์
หลังจากที่เห็นโพสต์ของ “ผู้กำกับเลว” “พิง ลำพระเพลิง” ได้แชร์ข้อความดังกล่าวในโพสต์เฟซบุ๊กพร้อมตอบโต้อย่างรุนแรงว่า “สาบานด้วยชีวิตของตน ชีวิตเมีย ชีวิตลูก ถ้าตนพูดสิ่งที่เห็นในโพสต์นี้แม้แต่คำเดียว ให้ตายทั้งโคตร ใครก็ตามที่กุเรื่องนี้ขึ้นมา กล้าไปวัดพระแก้ว ไปสาบานด้วยชีวิตลูกของตนที่เหลือมั้ย”
การท้าทายแบบเปิดเผย
พิงยังท้าทาย “ผู้กำกับเลว” โดยตรงว่า “ฟังนะ ตนไม่ได้อัดเสียงที่คุยกันเอาไว้ ไม่คิดร้ายกับใครขนาดนั้น คุยกันที่หน้าบ้านที่มีกล้องวงจรปิด กำลังติดต่อเขาอยู่ และฟังนะ เขียนบทมาสามสิบปี สิ่งที่จะทำต่อไปคือ จะไปหาตำรวจไซเบอร์ มีเบอร์อยู่ในเครื่องนะ ถ้าเสียงจากกล้องวงจรปิดไม่ชัดพอ จะไปขอเสียงจากตำรวจไซเบอร์”
พิงยังท้าว่า “ตนจะไปกราบเท้าขอออกรายการโหนกระแส ถ้าแน่จริงว่าไม่ได้โกหกมาเจอตนได้ พร้อมกับช่วยกันแชร์ให้ถึงโหนกระแสด้วยนะทุกคน” และฝากถึงอีกฝ่ายว่า “เห็นอนาคตแกรึยัง”
การตอบโต้จาก “ผู้กำกับเลว”
แอ็กเคาต์ “ผู้กำกับเลว” ใน X ตอบโต้ทันทีว่า “งานด่วน แอดมินขอตอบแทนนะคะว่า ผู้กำกับเลวพร้อมออกโหนกระแสค่ะ ถ้านัดโหนกระแสได้แล้วโทร.ไปหาเขาได้เลยค่ะ”
แต่หลังจากนั้นข้อความของพิงได้ถูกลบไปจากเฟซบุ๊ก ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น
“ปอนด์” ยืนเคียงข้าง “พิง”
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด “ปอนด์” Be On Cloud ได้ออกมาโพสต์ X เพื่อสนับสนุน “พิง” ว่า “พวกเรารักและส่งกำลังใจให้พี่พิงเสมอนะครับ รูปที่สามนี้พี่พิงถ่ายเองวันนี้ เรากำลังมีความสุขกันเลย กำลังงงว่าคนที่พยายามมาทำให้บรรยากาศความสุขหายไปนี่ เค้าทำเพื่ออะไร ผมเป็นกำลังใจให้พี่พิงและตัวผมเองด้วยครับ วงการภาพยนตร์ไทยครั้งนี้”
การยั่วยุอย่างเปิดเผย
ปอนด์ยังได้โพสต์ X เพิ่มเติมด้วยข้อความยั่วยุว่า “จะไม่ให้คนรุ่นใหม่ได้เกิดเลยมั้ง หวานเกินคุณน้า” และ “dior ในตู้สั่นไปหมดละ 5555”
“ผู้กำกับเลว” ประกาศสงคราม
การกระทำของปอนด์ทำให้ “ผู้กำกับเลว” โมโหขึ้น และได้ทวิตข้อความอย่างรุนแรงว่า “มาแบบนี้ ไม่ใช่เพื่อนตนแล้ว ชัดเจนว่าคือศัตรู ศัตรูผู้สมคบคิดกับนายใหม่ร่วมกันฉ้อโกงตนตั้งแต่แรก งั้นมารายการด้วย อยากเจอ แล้วการที่ดึงลูกตนที่เสียไปเข้ามาเกี่ยว หลังจบรายการ ต้องกราบขอโทษเขาต่อหน้าตน ไม่งั้นตนจะกระทืบให้จมดิน”
สถานการณ์ปัจจุบันและผลกระทบต่อวงการ
ดราม่าเรื่อง “บุปผาราตรี” ได้สะเทือนวงการบันเทิงไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในด้านของการเคารพลิขสิทธิ์และจริยธรรมทางธุรกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในระยะยาว
ผลกระทบต่อนักแสดง
นักแสดงหลักที่ถูกประกาศให้แสดงในภาพยนตร์ “บุปผา” ทั้ง 5 คน ได้แก่ อาโป ณัฐวิญญ์, เจษ เจษฎ์พิพัฒ, อิงฟ้า วราหะ, ฟรีน สโรชา และ แจ๊ส ชวนชื่น (ผดุง ทรงแสง) ต่างตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เนื่องจากความไม่แน่นอนของโครงการ
ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อรูปแบบการทำธุรกิจในวงการภาพยนตร์ไทย โดยเฉพาะเรื่องความชัดเจนของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาและการปฏิบัติตามสัญญา
แนวโน้มการดำเนินการต่อไป
จากแถลงการณ์และคำขู่ของทั้งสองฝ่าย คาดว่าเรื่องนี้จะต้องจบลงที่ศาลในท้ายที่สุด โดยศาลจะต้องตัดสินว่าฝ่าย Be On Cloud มีสิทธิ์ใช้ชื่อ “บุปผา” หรือไม่ และสัญญาที่อ้างถึงมีผลบังคับใช้หรือไม่
บทเรียนสำคัญสำหรับวงการ
เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับวงการภาพยนตร์ไทยในการทำความเข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์และการทำสัญญาอย่างรอบคอบ รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ผลกระทบต่อผู้ชมและแฟนหนัง
แฟนหนัง “บุปผาราตรี” ทั่วประเทศต่างรอคอยความคืบหน้าของเรื่องนี้ด้วยความกังวล เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ที่มีผู้ชมรักมาอย่างยาวนาน และหวังว่าจะได้เห็นผลงานใหม่ที่มีคุณภาพ
สรุป
ดราม่าเรื่อง “บุปผาราตรี” ระหว่าง “ต้อม ยุทธเลิศ” กับ “Be On Cloud” ยังคงมีความรุนแรงต่อเนื่อง โดยทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่าตนเองถูกต้องตามกฎหมาย และพร้อมที่จะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตน
การต่อสู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของสองค่ายภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาการเคารพลิขสิทธิ์และจริยธรรมทางธุรกิจในวงการบันเทิงไทย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน
ผู้ที่สนใจติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้ต่อไป ควรรอดูการตัดสินของศาลซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของภาพยนตร์ “บุปผา” และอาจเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับวงการภาพยนตร์ไทยในอนาคต